งปลูกสร้างอยู่มากมาย ในขณะที่เมืองถูกยึดจากสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้นประชาชนกลับดูไม่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกินขึ้นราวกับคนไร้สติ
บริเวณจัตุรัสกลางเมือง คบเพลิงถูกจุดลุกโชติช่วง ทหารจักรวรรดิอี้เหอพากันทิ้งอาวุธก่อนจะยัดฝ่ามือเข้าไปในชุดเกราะขาดรุ่งริ่งเพื่อคลายหนาว ดูจากการแต่งกายหลายคนไม่มีเครื่องแบบ ในขณะที่บางคนสวมเกราะทหารอี้เหอ ทว่าด้านในยังเป็นชุดสีกรมท่าของจักรวรรดิฉินอยู่ พอเดาได้ว่าไม่มีเวลาเปลี่ยนชุดเมื่อกลับมาถึงเมืองนี้ น่าขันเสียจริง
“ดูเหมือนกองทัพอี้เหอจะไม่มีใครรักนะ” หลินมู่อวี่กล่าวพึมพำ
อดีตแม่ทัพฉือยิงหัวเราะพร้อมกล่าว “จักรพรรดิฉินอี้ต้องดูแลกี่คนหรือ? ขณะที่เอาแต่ป่าวประกาศถึงความเท่าเทียมและปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความเมตตา ถึงกระนั้นก็เห็นได้ชัดว่าทหารแปรพักตร์พวกนี้หาได้รับการปฏิบัติเช่นนั้นไม่”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของฉือยิง อวี้ฉือหลินทนไม่ได้จึงตอบกลับ “ที่แม่ทัพเฒ่าผู้นี้กล่าวไม่ใช่เรื่องผิด…ทว่าท่านเซินเว่ยโหว ตอนนี้พวกข้ายอมจำนนต่อจักรวรรดิฉินแล้ว ข้าอยากจะบอกว่าเราไม่ควรอยู่ที่นี้นานขอรับ”
“เพราะเหตุใด?” หมินยวี่หลินเอ่ยถาม
อวี้ฉือหลินประสานหมัดพร้อมกล่าว “หม่านฟางเจ็ดแม่ทัพอันดับแห่งอี้เหอตั้งกองทัพอยู่ในมณฑลทงเทียน เขามีทหารเจ็ดหมื่นนายและกำลังมุ่งหน้ามายังเมืองตงฉวงแห่งนี้ กองทัพเจ็ดหมื่นนั้นล้วนแต่เป็นทหารฝีมือดี เมืองตงฉวงนั้นรกร้างทั้งยังขาดแคลน