รดูแลของหลินมู่อวี่ ฉินเหยียน และคนอื่นๆ ในฐานะกองกำลังแนวหน้า จากนั้นกองทัพทั้งหนึ่งแสนนายค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ป่าพร้อมเสียงร้องของม้าดังก้อง
รถเทียมเกวียนเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า และทำให้กองกำลังศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถเดินทัพได้เร็วนัก
แสงแดดสาดส่องพร้อมเสียงเกือกม้าดังจากด้านหลัง ซึ่งมาจากกองทัพเทียนฉงหนึ่งหมื่นนายของหมินยวี่หลิน พวกเขาควบม้าเคียงข้างกองกำลังศักดิ์สิทธิ์ ทั้งกองทัพเคลื่อนตัวอย่างมีระเบียบและดูทรงพลัง
นายพลหนุ่มยศผู้บัญชาการกองหมื่นควบม้าอยู่ท้ายขบวนกองทัพเทียนฉง ขณะที่เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มปลิวไสวตามสายลม ทันใดนั้นเขาก็หยุดม้าและหันมามองหลินมู่อวี่ ฉินเหยียน และคนอื่นๆ มุมปากชายผู้นั้นยกขึ้น ทว่ามิได้เอ่ยสิ่งใด ก่อนจะหันกลับและดึงบังเหียนไล่ตามกองทัพเทียนฉงไป
“นั่นใคร? ยโสยิ่งนัก…” หลินมู่อวี่ขมวดคิ้วเอ่ยถาม ท่าทีของชายผู้นั้นทำให้เขาไม่สบายใจเล็กน้อย แม้ตราสีทองผู้นำวิหารศักดิ์สิทธิ์บนหน้าอกหลินมู่อวี่จะมีระดับสูงกว่าผู้บัญชาการกองหมื่นมาก กระนั้นก็ยังกล้าหยิ่งยโสถึงเพียงนี้
ฉินเหยียนกล่าว “ชายผู้นั้นคือบุตรของเซินเว่ยโหวหมินยวี่หลิน…หมินจ้าน ซึ่งผู้บัญชาการกองพัน กล่าวกันว่าเด็กคนนี้โหดเหี้ยมมาก เขาเป็นดั่งหมาป่าในดินแดนหิมะทางเหนือและเป็นที่เกรงกลัวสำหรับคนเถื่อน ทว่ามุมมองของข้า…เขามิได้แข็งแกร่งมากนัก ข้าสามารถทำให้เขาตกจากม้าด้วยการแทงหอกเพียงห้าครั้ง”
ห