ินเว่ยโหวคงมิสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ดังนั้นหลานกงและข้าจึงตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ให้เจ้าดึงกำลังคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์มาร่วมด้วย”
“ดึงกำลังคนจากวิหาร?” หลินมู่อวี่ตกตะลึง
ซูมู่หยุนยิ้มเล็กน้อยและกล่าวอย่างมีเลศนัย “ใช่ มีทหารฝึกฝนอยู่เสมอในค่ายด้านหลังวิหารมิใช่หรือ? ในเมื่อคนในวิหารตั้งใจจะรับใช้จักรวรรดิ พวกเราจึงมอบโอกาสนี้ให้”
“ทว่าคนเหล่านี้ไม่เคยร่วมในสนามรบจริง พวกเขาเป็นเพียงทหารเกณฑ์…นี่ไม่เท่ากับการส่งพวกเขาไปตายรึ?” หลินมู่อวี่กล่าว
“เช่นนั้น…” ซูมู่หยุนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อาอวี่จึงมีหน้าที่คอยคุ้มกันเมล็ดพืช หญ้า และกองทัพทั้งหมด ซึ่งจะออกเดินทางติดตามกองทัพทันที ความรับผิดชอบแรกที่เจ้าจะได้รับคือ…ทหารส่งเสบียง”
เฟิงจี้สิงด้านข้างกล่าวด้วยความประหลาดใจ “หยุนกง…ทว่าเรามิเคยพูดถึงการแต่งตั้งอาอวี่ให้เป็นทหารส่งเสบียงมาก่อน?”
“ค่อยเป็นค่อยไป”
ซูมู่หยุนลูบเคราและกล่าวต่อ “การปันส่วนทหารเป็นรากฐานของสามเหล่าทัพ เมื่อใดที่ประสบปัญหา อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจทหารทั้งสามกองได้ ดังนั้นตำแหน่งทหารส่งเสบียงจึงสำคัญ เนื่องจากเราต้องการนายพลที่มีความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ เช่นนั้นจะมีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าอาอวี่?”
ถังหลานด้านข้างกล่าว “อาอวี่ นอกเหนือจากการนำทหารแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์หนึ่งพันนาย เจ้าต้องนำหน่วยวิญญาณอัคนีสองพันคนเดินทางไปพร้อมกับขบวนลำเลียงเสบียง ทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้