ากเขาทันที ทว่าซือหลิงเป็นคนของถังหลาน ฉินอินจึงพยายามข่มอารมณ์ไว้
สังเกตได้ชัดว่าถังหลานไม่ต้องการให้หลินมู่อวี่ได้ครอบครองอำนาจทางทหารแม้แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการ
ฉินอินรู้สึกสับสนจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากซูมู่หยุน “ท่านตาคิดว่าหลินมู่อวี่ไม่สมควรได้รับตำแหน่งทางทหาร…ไม่แม้แต่กลับไปรับตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์เมืองเลยหรือเจ้าคะ?”
ซูมู่หยุนประสานหมัดกล่าวตอบ “เสี่ยวอิน กฎหมายใหม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เราก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ตราบที่จักรวรรดิอี้เหอยังพร้อมทำศึก อาอวี่ย่อมมีโอกาสสร้างผลงานและรับตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน!”
เฟิงจี้สิงครุ่นคิดถึงวิธีแก้ปัญหา เพราะท่ามกลางขุนนางกว่าพันคน เก้าสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ฝั่งซูมู่หยุนและถังหลาน ส่วนที่เหลือไม่กล้าออกเสียงใด
ถังเสี่ยวซีเริ่มฉุนเฉียวก่อนจะชี้มือไปยังเหล่าข้าราชบริพารเบื้องล่างพร้อมกล่าวเสียงดัง “พวกหน้าไม่อาย หึ! หลินมู่อวี่นำทัพมังกรผงาดหนึ่งหมื่นห้าพันคนเข้าปะทะกับกองทัพหลงเซียนหลินและสังหารศัตรูกว่าเจ็ดหมื่นคน ข้าอยากรู้นักว่ามีพวกเจ้าคนใดทำได้อย่างเขาหรือไม่? นอกจากนั้นหลินมู่อวี่ยังสั่งให้ทัพมังกรผงาดปกป้องจักรพรรดินีฉินอินทายาทสืบทอดบัลลังก์เพียงคนเดียวอีก แล้วพวกเจ้าทำสิ่งใดบ้าง? นอกจากใช้ตำแหน่งขุนนางในมือกีดกันเขาจากการได้รับตำแหน่ง ข้าจะถามอีกครั้ง พวกคนเห็นแก่ได้…ไม่ละลายใจกันบ้างเลยรึ?!”
“เยี่ยมยอด!” เฟิงจี้สิ