พรรดินีทรงเหนื่อยล้าจากการทรงงานและกลับไปบรรทมที่จวนหงส์ไฟ จากนั้นให้ปลอมตัวเป็นองครักษ์ตามพวกเราไปที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ ก่อนรุ่งสางวันพรุ่งนี้ก็รีบกลับตำหนักเจ๋อเทียนเสีย เท่านี้ก็จะไม่มีผู้ใดรู้แล้วขอรับ”
“ทว่าองครักษ์ของท่านตากำลังจับตาดูอยู่…”
“ถ้าเช่นนั้น…”
หลินมู่อวี่ขมวดคิ้วกล่าว “วางใจเถิด พวกเขาไม่รู้แน่”
“ตกลง”
ฉินอินเข้าไปเปลี่ยนชุด ณ จวนหงส์ไฟ ขณะที่นางกำลังเลือกชุดเกราะมากมายที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า หลินมู่อวี่และจางเหว่ยยืนรออยู่ด้านนอกท่ามกลางค่ำคืนสงัดรอบตำหนักเจ๋อเทียน
กลางดึก ณ ถนนทงเทียนนั้นปราศจากความคึกคักเช่นสามปีก่อน แม้ร้านค้าจะบูรณะและกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ทว่าสภาพบ้านเมืองที่แลกมาด้วยหยาดโลหิตยังคงทำให้ผู้คนรู้สึกโศกเศร้าไม่จางหาย
หลินมู่อวี่เดินทางต่อ ไกลออกไปเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์และสมาพันธ์โอสถที่ซึ่งฉู่เหยาอาศัยอยู่
ฉินอินยิ้ม “หากท่านพี่พบท่านปู่เกอยางแล้ว ข้าจะพาไปพบท่านฉู่เหยาที่สมาพันธ์โอสถ นางต้องยินดีเป็นแน่หากเห็นว่าอาอวี่ของนางยังไม่ตาย”
“ดีเหมือนกัน”
หลินมู่อวี่ควบม้าเข้าไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างช้าๆ หลุมที่เหล่ยหงถูกสังหารโดนกลบแล้ว สายลมพัดพาใบไม้ร่วงหล่นลง ชวนให้บรรยากาศโดยรอบดูอ้างว้างยิ่ง
หลินมู่อวี่ลงจากหลังม้า ย่ำเท้าไปตามพื้นเย็นของวิหารพลางหันมองรอบตัวด้วยความรู้สึกขมขื่นในหัวใจ หวนนึกถึงคำพูดของเหล่ยหงที่เคยกล่าวไว้ในวันที่เขาเข้ามาวิหา