หัวเราะ “เสี่ยวซี เจ้าช่างเป็นห่วงเ็นใยผู้อื่น”
“อื้ม”
ถังเสี่ยวซีหันมองฉินอินและกล่าวเสียงแผ่วเบา “เสี่ยวอิน จักรวรรดิเพิ่งถูกกวาดล้างและสูญเสียผู้คนมากมาย ทำให้ทุ่งนาจำนวนมากถูกทิ้งร้าง ข้าเกรงว่าอาจต้องใช้เวลาราวสามปีในการเพาะปลูก ก่อนที่จะทำสงครามได้อีกครั้งเพื่อหล่อเลี้ยงผู้คนและกองทัพ”
“อืม”
“นอกจากนี้จากคำพูดของหยุนกงและท่านปู่ ข้าผู้เป็นองค์หญิงแห่งเมืองชีไห่จำเป็นต้องไปเมืองหน้าด่านอสูรเพื่อรับตำแหน่ง”
“เจ้าจะเดินทางไปเมื่อใด?” ฉินอินกล่าวด้วยเสียงขาดหาย
ถังเสี่ยวซียิ้มเล็กน้อย “ข้าจะออกเดินทางวันรุ่งขึ้น ทว่าเสี่ยวอินอย่ากังวลไปเลย ข้าจะกลับมายังเมืองหลันเยี่ยนเพื่อพบเจ้าทุกเมื่อที่ต้องการ และ…หยุนกงดูเหมือนจะกังวลเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์อสูร หากข้ามิใช่ผู้เฝ้าประตูเอง เขาคงกังวลว่าเผ่าพันธุ์อสูรจะบุกเข้ามาในแผ่นดินใหญ่อีกครั้ง”
“อืม…ท่านตาวิตกเกินไป”
“ใช่…” ถังเสี่ยวซีทำหน้ามุ่ย “ข้าไม่สามารถอยู่กับเจ้าในเมืองหลันเยี่ยนได้ทุกวัน เจ้าคงต้องเบื่อมากแน่ๆ น่าเสียดาย…หากอาอวี่ยังอยู่ที่นี่ละก็…”
ดวงตาฉินอินเปลี่ยนเป็นสีแดงและนิ่งเงียบไป
…
ค่ำคืนนี้ถายในตำหนักเจ๋อเทียนจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อเป็นเกียรติแก่ข้าราชบริพารทุกคน
เฟิงจี้สิงนั่งคุยกับนายพลอาวุโสจางเหว่ยและเว่ยโฉว ขณะที่เซี่ยงอวี้ดูสง่างามกว่าทุกคน ด้วยตำแหน่งนายพลบนไหล่เปล่งประกายสีทองงดงาม สายลมฤดูใบไม้ผลิสะท้อนให้เป็นความรุ่