…เพียงแต่เขาอ่อนโยนเกินไป ขณะนี้จักรวรรดิต้องการกำลังคน ตาคิดว่า…เสี่ยวอินควรหาโอกาสอันเหมาะสมเพื่อไปพบเฟิงจี้สิงที่หมู่บ้านแบดเจอร์ไฟด้วยตนเองและพาเขากลับเมืองหลันเยี่ยน ก่อตั้งกองทัพองครักษ์ขึ้นมาใหม่ ให้เขาได้คัดเลือกทหารจากประชาชนนับล้านของเรา จนกลับไปเป็นกองทัพที่น่าเกรงขามอีกครั้ง”
“เจ้าค่ะท่านตา”
ฉินอินถามต่อ “แล้วมีข่าวเกี่ยวกับท่านผู้เฒ่าชวีบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่เลย” ซูมู่หยุนส่ายหัว “แต่ก็พอได้ยินข่าวลือมาบ้างว่ามีคนเห็นท่านชวีฉูปะทะอยู่กับลั่วหลานนอกเมืองทางเหนือ คืนนั้นมีเพลิงลุกโชติช่วงไปทั้วเมืองกระทั่งท่านชวีฉูสิ้นชีพในที่สุด ถึงอย่างไรขอบเขตปราชญ์ก็มิอาจเทียบได้กับขอบเขตเทวะจริงๆ”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ…” ฉินอินกล่าวด้วยตาแดงก่ำ “เพราะพวกกบฏอี้เหอทำให้เราต้องสูญเสียคนที่รักไปมากมาย หนี้เลือดนี้จะทำจดจำตลอดไป”
“ใช่” ซูอวี่พยักหน้า
ฉินอินกล่าว “ท่านตา เสี่ยวอินมีสิ่งหนึ่งอยากจะขอร้อง”
“ว่ามาเถิดเสี่ยวอิน”
“ในสถานที่ที่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์กูลฉินหลับใหลอยู่ ข้าอยากสร้างหลุมฝังศพให้แก่เหล่าทหารที่ล่วงลับและสลักชื่อของพวกเขาทุกคนเท่าที่จำได้ไว้เป็นอนุสรณ์…ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ซูมู่หยุนชะงัก “ทว่า…ผู้ที่ไม่มีเชื้อสายขุนนาง ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่สุสานของราชวงศ์ฉิน…”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าอนุญาตแล้ว”
“เช่นนั้นกระหม่อมก็ไม่ติดขัด ขอองค์หญิงทรงวางพระทัย กระหม่อมและเหล่าขุนนา