ับคนทั้งแผ่นดินได้”
ดวงตาติงซี่สงบนิ่ง เขาประสานหมัดกล่าว “ข้าเป็นแม่ทัพไร้ความสามารถ และไม่มีทางยึดภูเขาหลงหยานได้ โปรดอภัยแก่ข้าน้อยด้วย”
จื่อเย่าหัวเราะ “เจ้าและข้าต่างก็ทำเพื่อจักรวรรดิอี้เหอ ทว่าแม่ทัพติงซี่คงต้องเร่งทำให้สำเร็จ ข้าได้ยินมาว่า…มณฑลอวิ้นจงมีการระดมกำลังทหารบ่อยครั้ง ซูมู่หยุน…ไอ้จิ้งจอกเฒ่าคงเริ่มเคลื่อนไหวในเร็ววันนี้”
“ขอรับ…”
…
ในช่วงบ่ายกองทัพแห่งจักรวรรดิอี้เหอเริ่มอพยพออกจากเมืองหลันเยี่ยน พร้อมรื้อค้นทรัพย์สินในเมืองขนกลับไปด้วย ขบวนกองทัพทอดยาวเป็นระยะหลายร้อยไมล์มุ่งหน้าไปยังเมืองห้าหุบเขาดั่งสายน้ำ ขณะเดียวกันหน่วยลาดตระเวนถือดาบเหล็กไล่ฟันผู้คนไปตลอดทาง ทำให้หมอกแห่งความตายยังคงลอยเหนือเมืองหลันเยี่ยน
ผู้บัญชาการระดับเจ็ดหลงเซียนหลินนำทหารม้าห้าหมื่นนายเผชิญหน้ากับกองทัพเผ่าพันธุ์อสูรของถังเสี่ยวซีนอกเมืองหลันเยี่ยน
วันรุ่งขึ้นมีข่าวส่งมาว่ากองกำลังสองแสนนายจากมณฑลอวิ้นจงเคลื่อนทัพสังหารกองทัพแห่งจักรวรรดิอี้เหอตลอดทางมายังเมืองหลันเยี่ยน ซูอวี่ผู้เป็นบุตรีของซูมู่หยุนนำทัพด้วยตนเอง กองทัพแห่งจักรวรรดิอี้เหอเป็นฝ่ายพ่ายแพ้พร้อมสูญเสียม้าเกือบห้าหมื่นตัว ส่วนที่เหลือหลบหนีกลับเมืองห้าหุบเขาด้วยความอัปยศ ขณะเดียวกันทหารม้าหลายหมื่นนายที่ปิดล้อมภูเขาหลงหยานก็ล่าถอยกลับไปยังเมืองห้าหุบเขาโดยการนำของติงซี่
…
กระดาษปลิวว่อนทั่วเมือง หลงเซียนหลินพิงซากกำแพง