ว่าติงซี่ผู้นี้ไม่รู้จริงๆ ว่าจะช่วยท่านได้อย่างไร จะหยุดความโหดร้ายของโลกใบนี้ได้อย่างไร”
…
ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศร้อนอบอ้าวเผาผลาญโลกนี้อย่างสิ้นหวัง ราวกับสงครามที่เกิดขึ้นจะไม่มีวันจบสิ้น ต้องปล่อยให้มันเป็นไปโดยไม่สามารถทำสิ่งใดได้
กระทั่งเวลาราตรีเวียนผ่านมา ดวงดาวพร่างพราวปรากฏขึ้นบนผืนฟ้ามืดมิด ปลอบประโลมทุกสิ่งที่มันปกคลุมอยู่
แผ่นดินที่เคยสงบสุขบัดนี้ถูกย้อมไปด้วยเลือด เมืองหลันเยี่ยนเต็มไปด้วยกลิ่นคาวจากความตาย เสียงร้องครวญครางดังระงมไปทุกหย่อมหญ้า ตลอดพื้นที่ในเมืองเกลื่อนกลาดไปด้วยศพของชาวบ้าน หมาป่าที่หิวโหยระเห็ดออกจากป่าล่ามังกรเพื่อเข้ากัดกินซากศพของผู้เคราะห์ร้าย
“ขรืด…ขรืด…”
มีรถม้าแปดคันช่วยกันลากผลึกยักษ์ที่ห่อด้วยผ้าสีดำและมัดด้วยเชือกอีกชั้น กองทหารม้าถูกระดมพลไปกับทหารคุ้มกันเข้าสู่ป่าล่ามังกรตรงไปหลุมฝังศพที่อยู่ลึกในภูเขาท่ามกลางราตรีมืด
ผู้บัญชาการกองทัพขมวดคิ้วถาม “กลิ่นอะไร?”
“เหม็นมาก” นายร้อยคนหนึ่งชี้ไปยังหลุมศพในภูเขา “ดูนั่น มีงูเหลือมยักษ์นอนตายอยู่ขอรับ น่าจะตายมานานจนศพเน่า ซากกระดูกก็เริ่มโผล่แล้ว”
“หืม?”
ผู้บัญชาการควบม้าเข้าไปยังหัวของงูเหลือม บริเวณจมูกมันมีเส้นสีทองสิบเส้นอยู่ เขาขมวดคิ้วกล่าว “งูเหลือมอายุหมื่นปีที่น่าสงสารตายเสียแล้ว…ใครก็ดายลองมาขุดหาศิลาวิญญาณที”
ทหารม้าหลายนายเดินเข้าไป “ไม่ มันไม่มีศิลาวิญญาณ”
“ชิ”
ผู้บัญชาการทำสีหน