ยุดก่อน! พวกเราไม่ใช่ทหารอาสา!”
ด้านหลังหลินมู่อวี่มีเสียงชักดาบออกจากฝัก เมื่อหันไปก็พบว่าปลายดาบนั้นมีวิญญาณยุทธ์โซ่เทวะสีทองเรืองแสงพันอยู่ หลินมู่อวี่จึงรีบเปิดผ้าคลุมออกก่อนจะตะโกนบอก “เสี่ยวอิน นี่ข้าเอง!”
“เอ๊ะ…”
ฉินอินตกตะลึงปล่อยกระบี่จื่อยินกับกู่ฉินลงกับพื้นก่อนจะโผเข้าใส่หลินมู่อวี่และร้องไห้อย่างหนักโดยไม่พูดคำใดสักคำ
หลินมู่อวี่โอบกอดพลางลูบหลังฉินอิน กระทั่งสิบนาทีผ่านไปนางจึงปล่อยแขน “เมืองหลันเยี่ยนพังทลาย…จักรวรรดิล่มสลายแล้ว…”
“ไม่ จักรวรรดิและเมืองของเราจะถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่ตอนนี้เราจะเสียขวัญไม่ได้” หลินมู่อวี่มองหน้าฉินอิน “เสี่ยวอิน เจ้าต้องเข้มแข็งเข้าไว้ เราทุกคนต่างรอให้เจ้ากลับไปสร้างจักรวรรดิใหม่อีกครั้ง”
ฉินอินพูดพลางร้องไห้ไม่หยุด “แล้วเมืองหลันเยี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง?”
“กำแพงเมืองทั้งสี่ทิศถูกถล่มแล้ว”
หลินมู่อวี่ร่างสั่นเทิ้ม “ท่านฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนและท่านฉินเหลยพลีชีพ…”
“ว่าอย่างไรนะ…”
ฉินอินตัวสั่นน้ำตาไหลหันไปมองทิศที่เมืองหลันเยี่ยนตั้งอยู่ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่อาอวี่? ได้ข่าวท่านเฟิงจี้สิงได้หรือไม่?”
“ไม่เลย”
หลินมู่อวี่ส่ายหัว “เสี่ยวอินได้ข่าวผู้เฒ่าชวี ผู้นำเหล่ยหง หรือฉู่เหยาบ้างหรือไม่? “
ฉินอินตอบ “ก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่าชวีอยู่กับพวกเรา แต่ท่านแยกตัวออกไปเพื่อล่อพวกทหารอาสา ส่วนท่านผู้นำเหล่ยหงช่วยรวบรวมหน่วยพยาบาลแล้วพาอพยพไปอยู่ในวิหารศักดิ์ส