ให้เอง!”
“ไม่ต้อง”
หลินมู่อวี่ยกมือห้าม “อย่าให้เลือดต้องเปื้อนมือท่านเลย เชิญท่านแม่ทัพล่วงหน้าไปก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะจัดการพวกมันเองอย่าได้ห่วง!”
“เช่นนั้นก็ย่อมได้ ทว่าข้าขออยู่ฟังเพลงกับท่านเสียก่อนค่อยออกเดินทางต่อ”
“ไม่มีปัญหา”
หลินมู่อวี่นั่งขัดสมาธิกับพวกเว่ยโฉว มองฉินอินค่อยๆ ถอดผ้าคลุมหน้าออกและนั่งลงบนหญ้าอย่างเรียบร้อยก่อนจะเริ่มบรรเลงกู่ฉิน ปลายนิ้วเรียวดีดเครื่องสายอย่างช้าๆ พลางขยับริมฝีปากร้องเพลงสรรเสริญแห่งจักรวรรดิฉิน ‘ลำนำฤดูใบไม้ร่วง’ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาราวกับมีสายฝนโปรยปรายอยู่ในใจของพลเมืองแห่งจักรวรรดิที่ได้ฟัง
‘ผืนดินกว้างเปี่ยมแอ่งน้ำเทือกเขาใหญ่
แสงจันทร์ไล้อาบทั่วสนามศึก
ทุ่งนาข้าวลู่ลมหนาวใต้ควันคึก
ฝืนใจนึกนักรบกล้าสู่สงคราม
ฆ่าปลิดชีพศัตรูชาติสวะ
ไม่ลดละเกิดบาดแผลไร้ใครถาม
จากบ้านมาแสนไกลไม่รู้ยาม
จนวู่วามเพลี่ยงพล้ำแทบสิ้นลม
เพื่อปกปักยอมพลีชีพรักษ์ถิ่นฐาน
หวังวิญญาณกลับสู่บ้านอย่างสุขสม
ฝังเกราะพังร่างไร้ชีพจิตทุกข์ตรม
โปรดเถิดลมฤดูสารทพาข้าไป’
จวบจนบทเพลงจบ เว่ยโฉว เซี่ยโหวซางและคนอื่นๆ ต่างน้ำตานองหน้า แม้แต่หลินมู่อวี่เองยังต้องพยายามกลั้นไว้ หวนนึกถึงการตายของฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน ฉินเหลย และทหารอีกหลายนาย บางทีเพลงของฉันอินคงช่วยปลอบประโลมวิญญาณของพวกเขาได้ รวมไปถึงทหารทุกนายที่ออกจากจักรวรรดิมาเช่นเดียวกับเขา…และศัตรูเบื้องหน้า?
ติงซี่ตาแดงก่ำ