นสะท้านและดวงตาแดงก่ำ “เซียงเซียงเจ้าบ้าไปแล้วหรือ”
ไม่มีเสียงตอบกลับจากด้านในประตู…
ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนยืนนิ่งอยู่ด้านนอกกว่าหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะควบม้าออกไป
…
เช้าวันรุ่งขึ้น กองทัพองครักษ์สามหมื่นนายและกองทัพเขาเหินหนึ่งหมื่นเจ็ดพันนายก็เข้ามายังเมืองหลันเยี่ยน และประจำการที่ประตูทุกทิศ ซึ่งทำให้เมืองหลันเยี่ยนคับคั่งมากขึ้น ผู้คนต่างปิดประตูใช้ชีวิตความหวาดกลัว ไม่รู้เลยว่าสิ่งใดจะมาเยือนพวกเขาก่อน…จะเป็นความตายหรือการเกิดใหม่กันแน่
ในเวลาเช้าตรู่มีหมอกหนาปกคลุมเมืองหลันเยี่ยน
หยดน้ำค้างไหลจากชุดเกราะของหลินมู่อวี่ที่เฝ้ากำแพงประตูทิศเหนือของเมืองหลันเยี่ยน เขาไม่ได้นอนทั้งคืน จึงทำให้มีสีหน้าเหนื่อยล้า
“อาอวี่ ไปนอนพักสักครู่เถิด” เฟิงจี้สิงขมวดคิ้วและกล่าวว่า “เห็นหรือไม่ว่าหน้าเจ้าซีดเซียวเพียงใด หากปล่อยให้องค์หญิงอินเห็นเจ้าในสภาพเช่นนี้ ไม่รู้ว่าพระองค์จะทรงเป็นทุกข์ในพระทัยมากเพียงใด”
หลินมู่อวี่ยิ้มและส่ายหัว “ข้านอนไม่หลับ…พี่เฟิงสามารถหลับได้หรือ?”
“ไม่…” เฟิงจี้สิงยิ้มอย่างทุกข์ใจ “นี่อาจเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเรา”
“ข้ายังไม่ได้รับสารจากองค์จักรพรรดิที่ทะเลสาบภูตเลย”
“ข้าเองก็ไม่…ไม่มีเลย”
“เฮ้อ…” หลินมู่อวี่ถอนหายใจและชักกระบี่วิญญาณมังกรออกมาเช็ดน้ำค้างบนใบมีด “พี่เฟิงกลัวหรือไม่?”
“กลัวเหรอ?”
เฟิงจี้สิงยิ้ม “มีอะไรต้องกลัว? ข้าเป็นทหารแห่งจักรวรรดิ นี่จะเป็นเกียรติ