ที่ได้ตายเพื่อจักรวรรดิ และ…วีรบุรุษมักเกิดในช่วงวิกฤติเสมอ อาอวี่ไม่คิดเช่นนั้นหรือ? ว่านี่คือโอกาสของเรา…”
“ข้าไม่คิดเช่นนั้น” หลินมู่อวี่ส่ายหัว “ข้ากลัว…ข้ากลัวว่าจะสูญเสียทุกอย่างที่ข้าห่วงใย ข้ากลัวจะสูญเสียเสี่ยวอิน เสี่ยวซี และพวกเจ้าทุกคน หากข้าเลือกได้ ข้าไม่ขอเลือกการนองเลือดเพื่อศักดิ์ศรีเช่นนี้”
“บางทีเจ้าอาจพูดถูก”
เฟิงจี้สิงนั่งลงข้างหลินมู่อวี่และหยิบสุราออกมาดื่ม เขากลืนเข้าไปอึกใหญ่และหัวเราะ “ทว่านี่คือโชคชะตา ยิ่งวิ่งหนีจากสงครามเหล่านี้มากเพียงใด เจ้าจะยิ่งไม่สามารถหนีจากมันไปได้ อาอวี่ เจ้าเกลียดการเข่นฆ่า ทว่าเจ้าจำเป็นต้องเผชิญกับทุกสิ่งตรงหน้า การต่อสู้ครานี้ มือของเจ้าจะเต็มไปด้วยเลือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…รอดูเถิด”
ขณะเดียวกัน ‘พรึ่บ’ มีเสียงดังขึ้นในอากาศ นกส่งสารตัวหนึ่งบินร่อนลงมาเกาะที่ไหล่เฟิงจี้สิงอย่างรวดเร็ว เขารีบหยิบม้วนจดหมายออกมาและกวาดตาอ่าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เร็วอะไรเช่นนี้…ทหารม้าหนักของกองทัพอาสาอยู่ห่างจากเมืองหลันเยี่ยนไม่ถึงสามร้อยไมล์ และจะมาถึงด้านใต้ของเมืองก่อนพระอาทิตย์ตกดินวันนี้!”
“แม่งเอ๊ย…”
หลินมู่อวี่เก็บกระบี่เข้าฝักและเอ่ยเสียงแผ่วเบา “พวกมันต้องการทำลายเมืองหลันเยี่ยนให้สิ้นซาก”
เฟิงจี้สิงกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “จางเหว่ยรับคำสั่ง ให้ทั้งเมืองตื่นตัวและเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่าย อีกทั้งกองทัพ