นจักรพรรดิ…”
ขณะเดียวกันเฟิงจี้สิงก็เอ่ยขึ้น “ฝ่าพระบาท ทรงต้องการให้กระหม่อมพากองกำลังองครักษ์ไปด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่จำเป็น”
ฉินจิ้นโบกมือปฏิเสธ “หน้าที่ของกองกำลังองครักษ์คือปกป้องเมืองหลันเยี่ยน ห้ามออกจากเมืองไปแม้แต่ก้าวเดียว”
ฉินเหลยกล่าว “เช่นนั้นกระหม่อมจะนำองครักษ์ตามไปคุ้มกันพระองค์แทนพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้อง” ฉินจิ้นยิ้มกล่าว “ทหารองครักษ์อวี้หลินมีหน้าที่ดูแลเสี่ยวอิน หากไม่ได้รับการอนุญาตจะไปไหนตามใจชอบไม่ได้”
ฉินฉว๋ายสงสัย “แล้วท่านพี่จะให้กองทัพใดตามเราไปเทียนชู่เล่า? เส้นทางไปเทียนชู่นั้นอันตรายเต็มไปด้วยโจร เราจะรอดได้อย่างไรหากไม่มีทหารเพียงพอ?”
ฉินจิ้นยิ้ม “ข้าจะให้ทหารฝีมือดีห้าหมื่นนายจากเทียนฉงรวมกับกองทัพมังกรจุติที่เฝ้าสุสานจักรวรรดิอีกสี่หมื่นนาย และเมื่อผ่านมณฑลชางหนาน ข้าจะเรียกกองกำลังจากซีกงฝานอีกหนึ่งหมื่นนาย ทหารทั้งหนึ่งแสนนายนี้จะตามเราไปยังเทียนชู่ด้วย มากพอหรือยัง?”
“พอแล้วๆ…” ฉินฉว๋ายยิ้มอย่างดีใจ “ตอนเด็กข้าเคยคิดว่าเราสามคนจะตกปลา เล่นหมากรุก ขี่ม้าและยิงธนูกันทุกวัน มาถึงตอนนี้ที่เราใกล้ลงโลง ตายเสียคงง่ายกว่าจะทำเช่นนั้นทั้งวัน”
“ฮ่าๆๆ น้องสามอย่าพูดไป มันเป็นเรื่องอัปมงคล…”
…
หลังจากสิ้นสุดการประชุม หลินมู่อวี่อยู่ทานอาหารเที่ยงกับฉินจิ้น
กระทั่งเที่ยงวัน จักรพรรดิฉินจิ้นก็สวมผ้ากันเปื้อนลงมือทำอาหารด้วยตนเองโดยไม่ให้ใครช่วยเหมือนเช่นทุกครั