เหวินเซี่ยไม่ได้ช่วยแก้ไขสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย กลับเป็นเจ้าที่ที่หาทางออกได้โดยแทบไม่เสียเลือดสักหยด ข้าจะกลับเมืองหลันเยี่ยนแล้ว ครานี้นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเจ้า ฝ่าบาทต้องมอบรางวัลให้อย่างงามเป็นแน่!”
หลินมู่อวี่ยิ้มอย่างขมขื่น “รางวัลรึ? ขอบคุณพระเจ้าเถิดที่ข้าไม่ถูกส่งเข้าคุกเสียก่อน”
“ฮ่าๆๆ” เฟิงจี้สิงหัวเราะ “เอาเถิด ปัญหาจบลงแล้ว เจ้าเองก็ควรกลับเมืองหลันเยี่ยนกับพวกข้าเพื่อรับคำสั่งต่อไป ก่อนออกมาฝ่าบาทได้รับสั่งให้ข้ามอบหมายหน้าที่ให้องครักษ์ซุนไคหลินคอยดูแลเมืองหน้าด่านแห่งนี้แทนแล้ว”
หลังเฟิงจี้สิงกล่าวจบ แม่ทัพอายุราวสี่สิบปีก็คำนับก่อนจะเอ่ยขึ้น “น้อมรับคำสั่ง ข้าจะคอยดูแลเมืองหน้าด่านอสูรเองขอรับ!”
หลินมู่อวี่ยิ้มก่อนจะก้าวเข้าไปแตะบ่าซูนไคหลิน “แม่ทัพซุนจงดูแลเมืองนี้ให้ดี และจำไว้ว่ามนุษย์และเผ่าอสูรทำข้อตกลงผูกมิตรกันแล้ว อย่าได้เริ่มความขัดแย้งอีก สิ่งเดียวที่ท่านควรทำคืออารักขาเมืองนี้และอย่าได้ล่วงล้ำเข้าไปฝั่งนั้น ต่อให้เผ่าอสูรจะยั่วยุก็ต้องทนให้ได้ เข้าใจหรือไม่?”
ซุนไคหลินตอบอย่างนอบน้อม “แม่ทัพผู้นี้ทราบแล้วขอรับ ท่านแม่ทัพหลวงอย่าได้กังวลไป ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อจากนี้”
“เป็นเช่นนั้นก็ดี ท่านพี่เฟิง เสี่ยวอิน เสี่ยวซี…เรากลับเมืองหลันเยี่ยนกัน!”
“อืม”
…
หลังจากทานอาหารเที่ยงกันเสร็จ หลินมู่อวี่ก็เริ่มเดินทางกลับเมืองหลวง หลังประตูเมืองยังคงมีทหาร