งในราชสำนักเต๋า นอกเหนือจากนั้นยังมีหลายเรื่องต้องหารือกันในที่ลับ
ภายในตำหนักเทียนอู๋
“วันนี้ลำบากผู้อาวุโสทั้งสองแล้ว”
ลวี่หยางยกยิ้มบาง เบื้องหน้ากล่าวคารวะต่อเทียนฉิวและจงกวงด้วยการประสานมือ แม้เวลานี้เขาคือ “จักรพรรดิฮ่วนหมิง” แห่งราชสำนักเต๋า การยอมลงมือทำความเคารพก่อน ก็นับว่าให้เกียรติอย่างที่สุดแล้ว
ดังนั้นเทียนฉิวจึงมิได้มีลังเลแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นผู้อาวุโสของลวี่หยาง เวลานี้ก็ยังรีบตอบคารวะกลับมา แถมยังเจตนากดท่าทางต่ำลงเพื่อแสดงความนอบน้อม ส่วนอีกฝั่ง จงกวงแม้สีหน้ายังคงแข็งกร้าวดุดันไม่ยอมอ่อนโอน แต่การกระทำกลับมิได้ช้ากว่าเทียนฉิวเลย คำนับกลับมาเช่นกัน
ขณะนั้นเอง พระอัครมเหสีก็ย่างออกมาจากเบื้องหลัง มือขาวนวลถือไหสุรามาด้วย
“ปัง!”
เมื่อเปิดฝา ไอสุราก็พลันเอ่อคลุ้ง ลวี่หยางเป็นผู้ลงมือรินด้วยตนเอง แจกจ่ายเต็มถ้วยแก่ทุกผู้ที่อยู่ จากนั้นเขาก็เป็นผู้ยกขึ้นก่อน
“ตั้งแต่นี้ไป เราล้วนเป็นหนึ่งเดียว”
“ทุกท่านย่อมเข้าใจ หากปรารถนาจะแสวงหาโอสถทองคำ ต้องให้ข้าบรรลุเป็นเจินจวินก่อน เมื่อมีข้าปกปัก ท่านทั้งหลายจึงจะสำเร็จได้ เราล้วนต่างอาศัยกันและกัน”
พระอัครมเหสีย่อมไม่ต้องกล่าว นางมีหนทางแสวงหาเพียงในร่างลวี่หยางเท่านั้น
เทียนฉิวเวลานี้ถูกวาสนาทางพุทธเลือกไว้ ย่อมต้องฝากชะตาไว้กับลวี่หยางเพียงผู้เดียว
ส่วนจงกวงนั้นยิ่งไม่ต้องกล่าว หากไร้ลวี่หยางถือครองตะเกียงดับแสงพลิกผันธาตุด