นจิ้นยังคงกังวลใจอยู่ เพราะรับรู้ได้ว่าหลินมู่อวี่พยายามหลีกเลี่ยงบทสนทนา เขากล่าวว่าจะสู้เพื่อความยุติธรรมของโลก แต่ไม่ได้พูดว่าจะสู้เพื่อจักรวรรดินี้ นั่นหมายความว่าหลินมู่อวี่ไม่ได้ภักดีต่อจักรวรรดิ เขาภักดีต่อความคุณธรรมในใจเขา ถึงกระนั้นฉินจิ้นก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะเขามองเห็นความผูกพันที่หลินมู่อวี่มีต่อฉินอิน สายตาแห่งความรักนั้นปิดบังไม่ได้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว…ภักดีต่อฉินอินก็เท่ากับภักดีต่อจักรวรรดิ
…
ในเวลาต่อมา
ณ ห้องโถงกลางตำหนัก งานเฉลิมฉลองเทศกาลหว่านพืชผลได้ฤกษ์เริ่มขึ้นเสียที
หลินมู่วอี่อยู่เคียงข้างฉินอินในฐานะองครักษ์อวี้หลิน คุ้มกันนางและฉินจิ้นออกจากตำหนักเจ๋อเทียนในตอนบ่าย กลองศึกกว่าร้อยใบส่งเสียงลั่นไปทั่วลานกว้างของตำหนักราวกับเสียงฟ้าร้อง เมื่อจักรพรรดิและองค์หญิงเสด็จออกมาจากตำหนัก ประชาชนต่างโบกไม้โบกมือส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น
ฉินจิ้นขึ้นไปยืนบนแท่นสูงก่อนจะส่งสัญญาณ “พร้อมแล้ว” เฟิงจี้สิงถือม้วนกระดาษและก้าวมายืนด้านหน้าฉินจิ้น กดเสียงต่ำพลางประกาศเสียงดังก้องอย่างน่าเกรงขาม “แด่อาณาจักรฉินที่ยิ่งใหญ่และราชาผู้เที่ยงธรรม ตลอดปีที่ผ่านมา พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่อาณาจักรของเรามั่งคั่งไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร อากาศร่มรื่น แม่น้ำไม่แห้งขอด บ้านเมืองสงบสุข และประชาชนได้รับพร ตลอดจนฤดูกาลแห่งการหว่านพืชผลนี้เวียนกลับมา…”
ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนที่ยืนอยู่ข้างหล