หยุนไม่ได้นำคนคุ้มกันตามไปมากนักเพียงห้าร้อยนายเท่านั้น…เพื่อไม่ให้เป็นที่จับตามองมากเกินไป อีกทั้งการนำกำลังคนจำนวนมากเข้าเมืองหลันเยี่ยนจะถูกมองว่าต้องการยกตนเสมอจักรพรรดิ ซูมู่หยุนผู้เป็นขุนนางมานานรู้เรื่องนี้ดี
ในตำหนักเจ๋อเทียน ฉินอิน เฟิงจี้สิง หลินมู่อวี่ ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนและคนอื่นๆ ยังคงอยู่
หลินมู่อวี่กับฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนลำลึกความหลังกันครู่หนึ่ง เมื่อพูดคุยถึงเรื่องของฉู่เหยา ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนก็ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิ “วิชาปรุงยา วิชารักษาและพลังยุทธ์ของอาเหยาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตอนนี้คงสามารถปรุงยาระดับเจ็ดได้แล้ว และกำลังอยู่ในช่วงพิจารณาเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์โดยผู้นำสมาพันธ์โอสถ!”
“พี่ฉู่เหยาไปถึงขั้นนั้นแล้วหรือ?” หลินมู่อวี่กล่าวออกมาอย่างดีใจ “ข้าฝากไปยินดีกับก้าวแรกของนางด้วย ต่อเมื่อได้รับการเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์โอสถแล้ว คงมีฐานะเพียงพอเข้าเมืองหลวงเสียที”
ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนหหัวเราะเบาๆ “กว่าอาเหยาจะทัดเทียมฝีมือเจ้าคงอีกนานนัก…”
หลินมู่อวี่ลูบจมูกอย่างขวยเขิน “ข้า…เก่งกาจขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“ฮ่าๆๆ อย่าถ่อมตนไปเลย ภารกิจในครานี้ของเจ้าก็ลำบากมิใช่น้อย องค์จักรพรรดิคงอวยรางวัลแก่เจ้ามากโข”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น!”
ทันใดนั้นถังเสี่ยวซีก็เข้ามายังตำหนักเจ๋อเทียนพร้อมข้าราชบริพารของนาง ร่างบางสวมชุดแดงเดินขึงขังอย่างเง้างอนไปหาหลินมู่อวี่ “มู่มู่ เหตุใดเจ้ากลับมาแล้วจึ