งไม่แวะไปหาข้า!”
“โอ้…ดูเหมือนข้าศึกเจ้าจะบุกมาแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน!” ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนหันไปคำนับแก่ถังเสี่ยวซีพลางคลี่ยิ้ม “ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนขอตัวก่อนนะขอรับ!”
หลินมู่อวี่ยังไม่ทันได้กล่าวลา จำต้องหันไปตอบถังเสี่ยวซีเสียก่อน “ข้าเพียงแต่กลับมารายงานภารกิจเท่านั้นจึงไม่มีเวลาไปหาเจ้า เช่นนั้น…เสี่ยวซีก็ถือเสียว่านี่เป็นข่าวดีที่ข้าได้กลับมาเสียสิ”
“อืม…”
ถังเสี่ยวซีกอดอกจนยอดปทุมถันอันมหึมาแทบล้นจากอ้อมแขน “ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย! หากไม่เป็นเพราะคนแถบบทงเทียนพูดกันไปทั่วว่าท่านหลินมู่อวี่และองค์หญิงทรงเสด็จกลับหลันเยี่ยนแล้ว ข้าคงไม่มีวันรู้ว่าเจ้ากลับมา!”
หลินมู่อวี่ยิ้มหน้าเจื่อน “อย่าโกรธเคืองข้าเลย…ด้วยภารกิจที่ได้รับมอบเป็นความลับ ข้าจึงไม่มีโอกาสได้แจ้งข่าวแก่เจ้า แล้วการฝึกยุทธ์ของเข้าไปถึงไหนแล้วช่วงที่ข้าไม่อยู่?”
ถังเสี่ยวซีตอบ “ผนึกจิ้งจอกอัคนีข้าถึงระดับห้าแล้ว!”
“จริงหรือ? ข้าดีใจกับเจ้าด้วย!”
…
ขณะเดียวกัน ฉินอินเดินลงมาจากบันไดพลางเอ่ยขึ้น “เสี่ยวซี เจ้าก็อยู่ที่นี่รึ!”
ถังเสี่ยวซีเม้มปากตอบ “เสี่ยวอินเจ้าใจร้ายกับข้ามาก เจ้าพาหลินมู่อวี่ไปเที่ยวเล่นภูเขากับแม่น้ำโดนทิ้งข้าไว้กับการฝึกน่าเบื่อ ครั้งต่อไปเจ้าต้องพาข้าไปด้วย!”
ฉินอินทำหน้ามุ่ย “เจ้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร? ที่ต้าวเจียงข้ากับอาอวี่เกือบเอาชีวิตไม่รอด!”
“เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
ฉินอินเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกา