ือ?”
“สามเหรียญเงิน”
“เช่นนั้นเราขอห้องชั้นสอง”
“รับทราบ ก่อนอื่นเชิญเข้ามาด้านในก่อนขอรับ ข้าจะไปเตรียมห้องและให้อาหารม้าพวกท่านเอง”
“ขอบใจมาก”
เมื่อเข้าไปในโรงเตี๊ยมก็ได้กลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่ว โถงใหญ่ที่มีอยู่สิบโต๊ะเต็มไปด้วยลูกค้าล้นหลามจนแทบจะมีคนทุกประเภท ตั้งแต่ทหารรับจ้างที่ถือขวานยักษ์ไปจนถึงบัณฑิตร่างบาง รวมไปถึงพวกพ่อค้าที่คิดแต่จะหากำไรในธุรกิจของตน
หลินมู่อวี่จูงมือฉินอินไปนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องโถง เขาถามฉินอินก่อนจะเรียกพนักงานมาสั่งอาหาร “เสี่ยวอิน เจ้าอยากกินอะไร?”
ฉินอินยิ้มและกล่าวอย่าสง่างาม “ทานอะไรง่ายๆ กันเถิดเจ้าค่ะ….เราไม่ได้มีเหรียญเงินมากนัก พนักงาน…ข้าขอขนมปังสองชิ้นและซุปธรรมดาหนึ่งชามได้หรือไม่?”
“รับทราบ รอสักประเดี๋ยวนะขอรับ!”
พนักงานพยักหน้ารับก่อนจะหายไปครู่หนึ่งและกลับมาพร้อมกับอาหารค่ำของทั้งคู่ เมื่อได้รับอาหาร…หลินมู่อวี่ที่ผ่านการใช้ชีวิตอย่างขมขื่นในค่ายทหารยังต้องตะลึง ขนมปังก้อนแข็งเหมือนเหล็กจนเขาแทบอยากเอากระบี่วิญญาณมังกรมาหั่น เช่นเดียวกับซุปเย็นชืดเบื้องหน้า ไม่แปลกใจเลยที่สองอย่างนี้จะมีราคาแค่สิบเหรียญทองแดงเท่านั้น
ฉินอินเห็นท่าทีของหลินมู่อวี่ก็อดยิ้มไม่ได้ นางจุ่มขนมปังลงในชามซุปพลางเอ่ยขึ้น “ท่านพี่ลองกินแบบนี้สิเจ้าคะ…”
“จะกินได้จริงหรือ?” หลินมู่อวี่มองหน้าฉินอินพลางยิ้มเจื่อน
ฉินอินอ้าปากเล็กๆ ของนางกัดขอบขนมปังก่อนจะช