ี อาจถูกพิจารณาเป็นเสินโหว แม้เขาจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทปีละครั้ง กระนั้นก็เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในมณฑลซึ่งเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส เจ้าต้องระวังตัวให้ดี”
“เข้าใจแล้ว ข้าจะระวังตัวขอรับ”
“ดี ไปเตรียมสารทหารเถิด หากเกิดสิ่งใดขึ้น ก็รีบรายงานให้เราทราบ”
“ขอรับ!”
…
เช้าวันใหม่หลังจากพักผ่อนเพียงเล็กน้อย หลินมู่อวี่ก็เคลื่อนทัพจากรังอินทรีพร้อมราชโองการ เว่ยโฉว เซี้ยโหวซาง และทหารนายอื่นๆ ต่างก็เป็นทหารม้ามากฝีมือ หลินมู่อวี่นำองครักษ์อวี้หลินไปด้วยยี่สิบนาย และทหารอวี้หลินแปดสิบนาย นอกประตูทิศเหนือของเมืองหลันเยี่ยนมีธงโบกสะบัดอยู่ระยะไกล เป็นธงของจักรพรรดิซึ่งมีคำว่า ‘ฉิน’ อยู่บนนั้น และมาจากกองทหารของฉินอินและเสี่ยวซีที่รอส่งหลินมู่อวี่
หลินมู่อวี่ควบม้าเข้าไป พร้อมประสานมือกล่าวอย่างเคารพ “เสี่ยวอิน เสี่ยวซี ไม่จำเป็นต้องยกกองทัพมาส่งข้าอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้เลย จะเป็นการป่าวประกาศให้คนอื่นรู้มากกว่า…”
ลมหนาวพัดผ่านผ้าคลุมฉินอินสะบัดไหว นางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เสี่ยวซีก็พูดเช่นนี้ในคราแรก แต่ข้ากลับคิดว่าคงดีกว่าหากผู้คนรู้ว่าท่านกำลังมุ่งหน้าไปมณฑลชางหนาน นี่อาจทำให้หูเถี่ยหนิงเคารพท่านมากขึ้น”
“อื้ม นั่นก็สมเหตุสมผล” หลินมู่อวี่พยักหน้า
“จริงสิพี่อาอวี่ ข้ามีของขวัญจะให้”
“โอ้? มันคือสิ่งใดหรือ?” หลินมู่อวี่ถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
ฉินอินยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปบอกสาวใช้ด้านหลัง “นำมันมา”
“พ่ะย่ะค่