ส่ดูแลเขาอย่างดี เช่นนั้นเขาจะทำสิ่งใดได้บ้าง? แม้ว่าหลินมู่อวี่จะไม่ใช่คนที่อ่อนไหวง่าย แต่ก็ไม่ใช่คนโง่เขลา เขาคงต้องตัดสินใจในสักวัน…
เซี้ยโหวซางนอนอยู่ด้านข้างอย่างมีความสุขพร้อมกรนเสียงดังราวฟ้าถล่ม
เวลาผันผ่านไปนานเพียงใดไม่ทราบ จู่ๆ เว่ยโฉวก็เดินมาด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมแตะที่ไหล่หลินมู่อวี่เบาๆ “ท่านหลินมู่อวี่ ตื่นขอรับ”
“หืม? เช้าแล้วหรือ?” หลินมู่อวี่ถาม
“ไม่ใช่ขอรับ” เว่ยโฉวพูดเสียงแผ่วเบา “มีกลุ่มคนห่างจากเราไปห้าไมล์ ซึ่งมีจำนวนราวสองร้อยคนกำลังมุ่งตรงมาทางเรา และคงจะมาถึงที่นี่อีกไม่นาน”
“โอ้ เจ้าเห็นชัดหรือไม่ว่าเป็นใคร?” หลินมู่อวี่ลุกขึ้นนั่ง
“คนของสำนักอัศวินขอรับ”
“โอ้?”
หลินมู่อวี่ขมวดคิ้ว “คนของสำนักอัศวินต้องการทำศึกกับกองทัพแห่งจักรวรรดิอีกครั้งรึ นี่พวกเขาไปกินดีเสือมาหรืออย่างไร?”
เว่ยโฉวเผยยิ้มจางๆ “หลังจากฝ่าบาททรงราชโองการให้กำจัดสำนักอัศวินในมณฑลหลิงหนาน คนจากสำนักอัศวินก็เริ่มก่อจลาจลมากขึ้น พร้อมกับตระโกนคำขวัญกบฏ”
“คำขวัญอะไร?”
“ข้าน้อยมิกล้าเอ่ย…”
“พูดมา!”
“พวกมันพูดว่า…จักรพรรดิทรราชและโง่เขลา กองทัพหลวงเป็นเพียงหมาที่ภักดี มิสมควรมีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดิน”
“เป็นเช่นนี้เอง…”
หลินมู่อวี่หรี่ตาลง เขารู้ดีว่าคนของสำนักอัศวินมีเป็นเช่นไร ทว่าในเมื่อพวกเขาแสดงออกอย่างบ้าคลั่งถึงเพียงนี้…ก็หมายความว่าต้องมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเป็นแน่ และคนคนนั้นก็วางแ