“ทว่าอะไร?”
หลินมู่อวี่หัวเราะแผ่วเบา “เจ้าต้องการเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้งหรือ? ถังปินมิได้ขู่เข็ญเพียงเจ้าเท่านั้น แต่รวมไปถึงสหายของเจ้าด้วย เจ้าทนทุกอย่างได้อย่างนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ต้องการ…” ถังเสี่ยวซีกัดริมฝีปากแน่น “ข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเขา จึงมิต้องการสร้างปัญหาใหญ่โต…”
“ทว่าตั้งแต่อดีตกาล ชางหลานก็เป็นห่วงเป็นใยเจ้ามาก เขาต้องยกเมืองชีไห่ให้เจ้าอย่างแน่นอน และถังปินจะหันใบดาบใส่เจ้าสักวัน คงดีกว่าหากจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ”
ดวงตาหลินมู่อวี่เต็มไปด้วยความจริงใจจนถังเสี่ยวซีไม่กล้ามอง ก่อนที่ใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “ทว่าเมืองชีไห่มีกฎบ้านเมือง ผู้ที่มีผนึกจิ้งจอกอัคนีเท่านั้นจึงจะสามารถเป็นเจ้าเมืองชีไห่ได้ ผนึกจิ้งจอกอัคนีของท่านปู่เข้าสู่ระดับสูงสุดแล้ว ผนึกจิ้งจอกอัคนีของถังปินอยู่ระดับเจ็ด ส่วนข้าเป็นเพียงเด็กสาวที่ไม่สามารถทะลวงผนึกจิ้งจอกอัคนีระดับหนึ่งได้เลยด้วยซ้ำ…”
“มิสำคัญเลย มันจักต้องมีวิธี”
หลินมู่อวี่สูดหายใจเข้าลึก “เราเพียงต้องถามผู้อาวุโสทั้งสองคือท่านเหล่ยหงและท่านชวีฉู่ ว่าพวกเขามีวิธีแก้ปัญหาแก่เด็กสาวที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ผนึกจิ้งจอกวิญญาณได้หรือไม่”
“อื้ม!” ถังเสี่ยวซีพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม นางพลันจับมือหลินมู่อวี่ “มู่มู่ โชคดีจริงที่มีเจ้าอยู่”
หลินมู่อวี่ยิ้มรับ “เจ้าคิดว่าข้าพึ่งพาได้มากกว่าพี่ชายใช่หรือไม่?”
“ใช่!”
“วางใจเถิดเสี่ยวซี ข้า