ลมหนาวพัดผ่านชุดรบและหางม้าที่ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนมัดไว้ปลิวไสวไปตามสายลม กระบี่ยังคงอยู่ที่หลังราวกับว่ามิได้วางแผนจะสู้ มือขวาห้อยลงพร้อมปราณยุทธ์ล้อมรอบนิ้ว ทั่วทั้งร่างกายปกคลุมไปด้วยแสงสีม่วงจางๆ ทันใดนั้นวิญญาณยุทธ์เตียวม่วงก็ปรากฏขึ้น
เจิ้งฟางถือกระบี่เล่มเรียวยาว ดวงตาคมกริบขณะที่กล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ยอมแพ้ซะฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน แม้เจ้าจะเป็นองครักษ์รักษาพระองค์ ก็ต้องสำเหนียกถึงความแตกต่างทางสถานะระหว่างเจ้ากับพี่สาวข้าบ้าง เจ้าเป็นเพียงขุนนางชั้นต่ำ มิได้มียศถาบรรดาศักดิ์ แล้วจะคู่ควรกับท่านพี่ได้อย่างไร? เจ้าควรหยุดตัวเองจากการกระทำผิดพลาดครั้งใหญ่ซะ!”
ดวงตาฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนเรียบเฉยดั่งสายน้ำ และน้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง “ผู้คนต่างมีสถานะแตกต่างกันมาตั้งแต่กำเนิด ทว่าคุณลักษณะของผู้คนมิสามารถจำแนกได้โดยสถานะ ท่านอ๋องน้อย…แม้ว่าเจิ้งเซียงจะมาจากตระกูลผู้สูงศักดิ์ ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนก็มั่นใจว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะมอบชีวิตดีๆ แก่นาง ข้าจะปกป้องนางด้วยชีวิตและมอบความสุขให้นางเอง”
“ถุย!”
เจิ้งฟางพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าจะมอบความสุขแก่นางด้วยตนเองได้อย่างนั้นรึ? ฮึ! เหตุใดไม่ส่องดูตัวเองในกระจกบ้าง? ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนไอ้ขยะชั้นต่ำ! หากยังดันทุรังเช่นนี้ก็อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี! มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะมีชีวิตกลับออกไปจากลานประลอง!!”
“เช่นนั้นหรือ?”
ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนเผยยิ้มจางๆ “เช่นนั้นท