งมันกระเด็นตกลงพื้น ประกายสายฟ้าปะทุขึ้นรอบศพจนเซี่ยโหวซาง เว่ยโฉวกับคนที่เหลือไม่กล้าเข้าใกล้
“เฮ้อ…”
หลินมู่อวี่ถอนหายใจยาวก่อนจะชูกระบี่ขึ้นและยิ้มอย่างผู้ชนะ “โชคดีที่ศรอาบยาพิษของเว่ยโฉวได้ผล มิเช่นนั้นเราคงกำราบมันไม่ง่ายอย่างนี้แน่”
เว่ยโฉวมองหิมะที่ถูกกระแสไฟฟ้าละลายโดยรอบอย่างหวาดหวั่น “เป็นเพราะเกราะปราณยุทธ์น้ำเต้าอันแข็งแกร่งของท่านต่างหากเล่าขอรับที่ช่วยให้ชนะ หากไม่มีมันแล้วพวกเราคงถูกพลังอัสนีนั่นย่างสดเสียแล้วกระมัง”
“ข้าเห็นด้วย” เซี่ยโหวซางพยักหน้า
หลินมู่อวี่ขุดหาศิลาวิญญาณจากซากศพโดยไม่ฟังคำเยินยอของทหารใต้บัญชา เพราะศิลาอรุณอายุหกพันห้าร้อยปีเป็นของที่เขากำลังตามหาพอดี
“เรากลับเมืองหลันเยี่ยนกันเถิดขอรับ” เว่ยโฉวเอ่ยขึ้น “ข้าไม่คิดว่าเราจะจัดการได้รวดเร็วเช่นนี้ ตาแก่เฉอชงแห่งเจ๋อเทียนที่สร้างเรื่องให้เราเองก็คงไม่คิดว่าเราจะทำภารกิจได้อย่างราบรื่นเป็นแน่”
“ไม่”
หลินมู่อวี่ปฏิเสธ “เรายังกลับตอนนี้ไม่ได้”
“เหตุใดกันขอรับ?” เว่ยโฉวและเซี่ยโหวซางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เพราะยังมีมังกรนภาอยู่อีกตัว” หลินมู่อวี่กล่าวอย่างจริงจัง “มังกรนภาตัวนี้ฆ่าหมาป่าหนามโลหิตและพยายามลากศพกลับไป หมายความว่าต้องมีมังกรนภาอีกตัวรออยู่เป็นแน่ และโดยธรรมชาติแล้วสัตว์ที่แข็งแกร่งมักจะเป็นผู้ล่า หากอสูรตัวที่ตายนี้มีบาดแผลและได้ออกหาอาหาร แสดงว่าตัวที่เหลืออยู่ต้องอ่อนแอกว่า หรือบางทีมัน