อาจจะออกหาอาหารด้วยกัน ข้าคิดว่าในเมื่อเรามาถึงนี่แล้วก็ควรกอบโกยให้ได้มากที่สุด”
เว่ยโฉวเมื่อได้ฟังเหตุผลก็เข้าใจ “เป็นอย่างที่ท่านฉินเหลยพูดไม่มีผิด ท่านผู้บัญชาการของข้าช่างเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทั้งด้านการรบและสติปัญญา หากเป็นพวกโง่เช่นข้ากับเซี่ยโหวซางคงไม่มีวันคิดได้เช่นนี้แน่”
เซี่ยโหวซางหัวเราลั่นขณะใช้มีดขุดหาศิลาวิญญาณจากหัวหมาป่าหนามโลหิตในท้องมังกรนภา เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วจึงยิ้มพลางเอ่ยขึ้น “ข้ารู้เพียงว่าศิลาวิญญาณนี่ขายได้ก็พอแล้วขอรับ…”
หลินมู่อวี่พยักหน้ากล่าว “ไปกันเถิด…เราต้องมองหาถ้ำมังกรแถวนี้ ข้าคิดว่าคงอยู่ไม่ไกลหากตามรอยเท้ามันไป”
“ขอรับ!”
แสงจันทร์สุกสกาวท่ามกลางหมู่ดาวบนฟ้า สาดส่องลงมายังพื้นเบื้องล่างสะท้อนกับเกล็ดหิมะขาวจนเกิดประกายพร่างพราว
กลุ่มของหลินมู่อวี่ควบม้าตามรอยเท้ามังกรนภามากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว จนในที่สุดรอยที่หลงเหลือก็พามาถึงอุโมงค์ถ้ำใต้ภูเขาแห่งหนึ่ง จากระยะไกลขนาดนี้ยังได้กลิ่นเหม็นชวนสำรอกของกองกระดูกตรงปากถ้ำ เศษซากกระดูกของมนุษย์ถูกทิ้งเรียงรายจนคราบราขึ้นเกาะราวกับถูกกินมาเป็นปีแล้ว
เว่ยโฉวขมวดคิ้วกล่าว “เป็นไปได้หรือไม่ขอรับว่ามังกรนภาที่อยู่ข้างในอาจแข็งแกร่งกว่าตัวที่เราฆ่าไป?”
“เป็นไปไม่ได้”
หลินมู่อวี่กล่าว “หากมันแข็งแกร่งกว่าคงออกล่าอาหารเองแล้ว”
“ให้ข้านำไปก่อนเถิดขอรับ” เซี่ยโหวซางเอ่ยขึ้นพร้อมคำนับ ด้วยความกังวลว่าอาจมีสิ