แสงจันทร์สาดส่องลงบนกระเบื้องนอกตำหนักเจ๋อเทียน เมื่อเห็นหลินมู่อวี่ออกมาพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยอาหาร เว่ยโฉวและคนอื่นๆ พลันรู้สึกยินดี พวกเขาต่างรู้ดีว่าการเข้าเฝ้าฝ่าบาทนั้นราวกับเข้าถ้ำเสือ แทบไม่ต้องพูดถึงของกำนัล การที่หลินมู่อวี่มีชีวิตออกมาได้ก็ราวกับสวรรค์ประทานพร และท่าทางของหลินมู่อวี่นั้นปกติดีซึ่งทำให้พวกเว่ยโฉวคลายความกังวล
“กลิ่นหอมเหลือเกิน ถืออะไรมาด้วยหรือขอรับ?” เว่ยโฉวถามด้วยรอยยิ้ม
หลินมู่อวี่จึงยกตะกร้าขึ้น “มันคืออาหารที่ฝ่าบาทปรุงขึ้นเอง ข้านำมาด้วยเล็กน้อย”
“จริงหรือขอรับ!?” เซี้ยโหวซางเบิกตาโพลง “ท่านแม่ทัพ…นี่คืออาหารที่ฝ่าบาทปรุงเองจริงหรือ?”
“อืม จะเป็นเท็จไปได้เยี่ยงไร?”
“ฮ่า…ขอพวกเราชิมได้หรือไม่?”
หลินมู่อวี่กล่าวทั้งรอยยิ้ม “ข้ากินมาจนอิ่มแล้ว แน่นอนว่านี่นำมาให้พวกเจ้า เอาล่ะ คงไม่สะดวกที่จะคุยกันในตำหนักเจ๋อเทียน แล้วค่อยคุยกันหลังออกจากที่นี่เถิด”
“ขอรับ!”
…
ไม่นานพวกเขาก็ขี่ม้าผ่านถนนทงเทียนอย่างเชื่องช้า อาหารในตะกร้าถูกมอบให้เหล่าองครักษ์อินทรี จากนั้นเว่ยโฉว เซี้ยโหวซาง และทหารนายอื่นๆ เริ่มกินกรงเล็บหมีและเนื้อกวาง แต่ละคนหลั่งน้ำตาอาบสองแก้มอย่างซาบซึ้ง สำหรับทหารเหล่านี้ฉินจิ้นเป็นดั่งเจ้าชีวิตเหนือสรรพสิ่ง การได้ลิ้มรสอาหารฝีมือฉินจิ้นนับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง มีทหารจักรวรรดิมากมายที่ไม่เคยแม้แต่จะมีโอกาสได้เห็นฉินจิ้น และชิมอาหารฝีพระหั