หลังจากพวกเขาหารือเรื่องการเมืองเสร็จและกำหนดแผนการปราบปรามสำนักอัศวิน เฟิงจี้สิง หลินมู่อวี่ และฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนรีบออกไปเตรียมอาวุธและเสบียงให้แก่กองทหารของตน หลินมู่อวี่ในฐานะราชบุตรบุญธรรมมิได้อยู่ในตำหนักเจ๋อเทียนนาน เขารีบกลับรังอินทรีเพื่อรวบรวมกำลังพล ในที่สุดก็เหลือเพียงฉินจิ้นและฉินอินในห้องโถง ส่วนฉินเหลยยืนอารักขาอยู่หน้าประตูไกลๆ
…
“เสด็จพ่อ!”
ฉินอินทรงขมวดพระขนงเล็กน้อยด้วยความโกรธ “เสด็จพ่อรับพี่ใหญ่อาอวี่เป็นบุตรแล้ว เหตุใดจึงไม่พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เขา? ราชบุตรบุญธรรมที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์นั้นไม่ยุติธรรมเลยมิใช่หรือเพคะ?”
“พระราชทานบรรดาศักดิ์…”
ฉินจิ้นค่อยๆ ยกถ้วยน้ำชาและเป่ามัน จากนั้นก็ตรัสว่า “เสี่ยวอิน พ่อมีเจ้าเป็นธิดาเพียงองค์เดียว หากต้องมอบบรรดาศักดิ์ให้อาอวี่ เช่นนั้นควรเป็นอะไร? เป็นราชาหรือ? มีราชาทั้งหมดสององค์ในจักรวรรดิแห่งนี้ พระองค์หนึ่งคือราชาพิทักษ์ทางใต้…ฉินอี้ ส่วนอีกหนึ่งคือฉินฮว๋ายราชาแห่งสันติ และทั้งสองเป็นพระอนุชาของพ่อ หากพระราชทานยศราชาให้อาอวี่ เช่นนั้นคงเป็นการละเมิดกฏมณเฑียรบาลที่ว่า ‘จะไม่ให้ผู้ใดขึ้นเป็นราชาหากไม่มีเชื้อสายราชวงศ์’ และแม้ว่าขณะนี้อาอวี่จะจงรักภักดี ทว่าจะรับประกันได้หรือว่าเขาจะไม่เปลี่ยนไปในภายภาคหน้า?”
ดวงตาคู่งามของฉินอินเต็มไปด้วยความตกใจ “เสด็จพ่อเกรงว่า…พี่ใหญ่อาอวี่จะชิงบัลลังก์เสี่ยวอินหรือ?”
“ใช่”
ฉินจิ้นม