อย่าได้เรียกข้าว่าบุรุษเลย!”
หลินมู่อวี่พยักหน้าก่อนกล่าวว่า “อืม…ข้าเข้าใจท่านดี…”
…
เจิ้งอี้ฝานพ่นลมออกจมูกก่อนจะไปช่วยเจิ้งฟางและนำทหารของค่ายเสินโหวออกไป
ฉินเหลยขบฟันแน่นก่อนจะเดินไปยกศีรษะซ่งฮั่นหยวนขึ้นมาจากพื้น เขากล่าวด้วยพระพักตร์ที่ซีดเผือด “เย็บศีรษะท่านซ่งเข้ากับลำตัวที และจัดพิธีฌาปนกิจศพให้สมเกียรติ”
“ขอรับ!”
ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนรับศีรษะของซ่งฮั่นหยวนมา คิ้วคมพลันขมวดเข้าหากัน เขามิได้สนใจชุดรบที่ชุ่มเลือดตัวนั้นก่อนจะหันหลังเดินออกไป
ฉินเหลยดูมีอายุมากขึ้นจากการใช้พลังขณะที่มองหลินมู่อวี่พร้อมกล่าวว่า “อาอวี่ เจ้ากลับมาแล้วหรือ?”
“ขอรับ” หลินมู่อวี่ไม่รู้จะปลอบใจฉินเหลยอย่างไร เขาไม่ทราบว่าความสัมพันธ์ระหว่างฉินเหลยและซ่งฮั่นหยวนนั้นลึกซึ้งเพียงใด ดังนั้นคงไม่เป็นการดีหากพูดอะไรออกไป
ฉินเหลยจับไหล่อาอวี่และกล่าวว่า “หากไม่ใช่เพราะเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เจ้าหมาแก่นั่นคงเต็มไปด้วยความทะนงตัว และหากปล่อยให้เขากระทำการเช่นนี้ต่อไป คงเป็นภัยต่อตระกูลฉินในสักวัน!”
จากนั้นฉินเหลยมองไปที่ฉินอิน “องค์หญิงอิน ต้องการเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิด้วยกันหรือไม่? เราจำเป็นต้องทูลเรื่องความทะนงตัวของเจิ้งอี้ฝานซึ่งบังอาจเข้าตำหนักและทำการสังหารแม่ทัพนายหนึ่ง…วันรุ่งขึ้นเขาอาจบุกเข้าตำหนักเจ๋อเทียนแล้วก่อปัญหาแก่องค์จักรพรรดิอีกก็เป็นได้”
ฉินอินทรงพยักพระพักตร์รับ “เยี่