…
กองทหารของหลินมู่อวี่เดินทางจนถึงเวลาบ่าย ผ่านหุบเขาศิลาลับแลมาได้ครึ่งทางแล้ว พวกเขาพบสัตว์วิญญาณมากกว่าสิบตัว ทว่ากลับไม่พบสัตว์วิญญาณบรรพตที่มีอายุมากกว่าห้าพันปีเลย
หลินมู่อวี่มิได้กังวลแต่อย่างใด ขณะที่นั่งบนหลังม้าเขาฝึกฝนทักษะหลอมกระดูกมังกรนั่นก็เพราะไม่ยอมเสียเวลาเปล่า
ทันใดนั้น! ฌานสัมผัสของหลินมู่อวี่ก็ตรวจจับบางอย่างได้
เขาเงยหน้าขึ้นทันทีพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “สิ่งที่เราค้นหา…กำลังมุ่งหน้ามาหาถึงที่แล้ว!”
“ว่าอย่างไรนะขอรับ?” เว่ยโฉวและทหารคนอื่นๆ ตกตะลึง
“แปรทัพตั้งรับเดี๋ยวนี้!” หลินมู่อวี่คำรามเสียงทุ้ม
ทหารทุกนายรีบลงจากหลังม้าและต้อนพวกมันไว้ตรงกลาง องครักษ์รักษาพระองค์แปรทัพเป็นรูปวงกลมก่อนจะหันโล่ออกด้านนอก ภายในเวลาไม่ถึงสองนาทีพวกเขาพลันได้ยินเสียงหมาป่าหอนมาแต่ไกล หมาป่าขนสีเทากว่ายี่สิบตัววิ่งตรงเข้าหากองทัพ…ช่างเป็นภาพที่ดูสง่างามเมื่อมองจากระยะนี้
เว่ยโฉวหรี่ตาลงพร้อมกล่าวว่า “นั่นมันหมาป่าศิลามลทิน…อย่างน้อยๆ คงยี่สิบกว่าตัว! โชคชะตานำพา! หมาป่าศิลามลทินไม่เพียงแต่รวดเร็วเท่านั้น แต่ขนของมันยังแข็งแกร่งมากด้วย จึงทำให้รับมือยากยิ่งกว่าหมาป่าวาโย ระ…เราต้องเผชิญหน้ากับพวกมันจำนวนมากถึงเพียงนี้ นี่มันอันตรายเกินไปแล้วขอรับ!”
หลินมู่อวี่ออกคำสั่ง “แปรทัพเป็นรูปวงกลม ข้าจะออกไปจัดการพวกมันเอง ส่วนพวกเจ้าคอยตั้งรับอยู่ตรงนี้ เข้าใจไหม?”
“ขอรับ!”
หลินมู่อวี่ช