ตฤดูนี้ บางทีขากวางชิ้นนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่เขาส่งมา ดังนั้นอย่าเสียโอกาสที่จะเพลิดเพลินกับมันเลย”
ฉินอินมองไปที่คนรับใช้ขันทีผู้นี้แล้วคิดว่าเขาช่างเก่งด้านการเจรจายิ่งนัก จากนั้นนางก็รู้สึกว่าขากวางตรงหน้าเริ่มเปล่งประกาย และใบหน้างามของฉินอินก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในทันใด…นี่หรือคือสิ่งที่ถังเสี่ยวซีพูดถึง? การชอบใครสักคนจะให้รู้สึกว่าคนผู้นั้นเปล่งประกายงั้นเหรอ?
ขณะที่ทั้งสองเพลิดเพลินกับขากวางอันเลิศรสและไวน์อุ่นๆ เสี่ยวซีก็เงยหน้าขึ้นก่อนกล่าวว่า “จริงสิเสี่ยวอิน นานเพียงใดแล้วที่เจ้าได้ไปเรียนกู่ฉินกับท่านพี่เจิ้งเซียง?”
“ข้าไม่ได้เจอท่านพี่มานานมากแล้ว…” ฉินอินกล่าว “เนื่องจากความบาดหมางระหว่างวิหารศักดิ์สิทธิ์และตำหนักขุนนางเทวาแย่ลงเรื่อยๆ ท่านพี่เจิ้งเซียงจึงมิได้อยู่ที่ในตำหนักมาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่มีโอกาสได้คุยเรื่องกู่ฉินกับนางเลย”
“ถึงแม้จะมีโอกาส ข้าก็คิดว่านางคงไม่มีเวลาบรรเลงกู่ฉินกับเจ้าอีกต่อไปแล้ว…”
“ด้วยเหตุอันใดกัน?” ฉินอินเบิกพระเนตรคู่งามกว้าง
ถังเสี่ยวซีหัวเราะคิกคัก “เนื่องจาก…ท่านพี่เจิ้งเซียงกำลังสานสัมพันธ์กับท่านฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนน่ะสิ…”
“เอ๋?”
ฉินอินอ้าพระโอษฐ์ค้าง นางแย้มพระสรวลและตรัสว่า “ท่านฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน…ผู้นั้นคือพี่ชายของอาอวี่ใช่หรือไม่?”
“ถูกแล้ว” ถังเสี่ยวซีทำหน้ามุ่ยและกล่าวว่า “ข้าก็ไม่ได้พบนางสักระยะแล้วก็จริง ทว่าข้าก็ไม่อยากไปข