ี่เขาพูดหรือกระทำ ข้ารู้สึกราวกับว่า…รอบตัวเขาปกคลุมไปด้วยแสงสว่าง…เสี่ยวอิน นี่ถือว่าเป็นความชอบหรือไม่?
ฉินอินขยับพระโอษฐ์ก่อนกล่าวว่า “คงใช่?”
“แล้วเจ้าล่ะ?”
ถังเสี่ยวซีขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ และวางมือลงบนต้นขาของฉินอิน เธอหัวเราะคิกคักและกล่าวว่า “เสี่ยวอินชอบอาอวี่แบบเดียวกันกับข้าหรือไม่?”
ฉินอินตกตะลึง ทันใดนั้นนัยตาของพระองค์ก็ฉายแววเศร้าก่อนที่จะทรงก้มพระเศียรลงและกล่าวว่า “ไม่สำคัญหรอกว่าข้าจะชอบหลินมู่อวี่แบบไหน ข้าเป็นผู้สืบตระกูล ต้องสมรสกับผู้ที่สรวงสวรรค์เลือกเท่านั้น ข้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยถึง…”
ถังเสี่ยวซีรู้สึกเศร้าหมองเล็กน้อยเมื่อมองไปที่ฉินอิน ทันใดนั้นนางก็ยิ้มออกมาและกล่าวว่า “เจ้าเด็กผู้น่าสงสาร…”
“อ๊ะ…”
ฉินอินแย้มพระสรวลออกมาทันที “เสี่ยวซี เจ้าซุกซนเกินไปแล้วนะ…”
“ข้าเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ!”
คนรับใช้ชายที่อยู่ใกล้ๆ เฝ้ามองสองสาวงามสนทนากันอย่างสนุกสนาน ทว่าเขายังคงสงบเสงี่ยมเจียมตัวตลอดเวลาเพราะรู้สถานะของทั้งสองเป็นอย่างดีและไม่เคยจะคิดล่วงเกินอันใด เนื่องจากชายผู้นี้เป็นขันทีเขาจึงไม่สนใจหญิงใดเลย…
คนรับใช้กล่าวขึ้น “องค์หญิง…ขากวางสุกแล้วพ่ะย่ะค่ะ…หลินมู่อวี่ที่พระองค์เอ่ยถึงผู้นั้นเป็นผู้บัญชาการทหารหนึ่งร้อยนายของหน่วยองครักษ์พิทักษ์อินทรี และกระหม่อมได้ยินมาว่าเขาเกณฑ์ทหารห้าสิบนายเข้าป่าล่ามังกรเพื่อตุนเสบียงอาหารให้แก่ตำหนักเจ๋อเทียนเพื่อใช้ในเหมัน