นางคือธิดาของเสินโหวเจิ้งอี้ฝาน…เจิ้งเซียง!
“ท่านฉู่กรุณานั่งเถิด!” เจิ้งเซียงเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ขณะกล่าวกับสาวใช้ “ยกน้ำชามาให้ท่านฉู่ที”
“เจ้าค่ะ!”
สาวใช้ยกถ้วยชาและรินน้ำชาให้แก่ฉู่ฮว่ายเสิง
“ท่านฉู่…ท่านมีความเห็นเยี่ยงไรเกี่ยวกับบทเพลงของเด็กสาวผู้นี้?” เจิ้งเซียงเผยลักยิ้มจางๆ ขณะเอ่ยถาม
ฉู่ฮว่ายเสิงเหม่อลอยเล็กน้อยก่อนกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “ท่วงทำนองนี้เป็นบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหาฟังได้ยากในโลกหล้า ว่าแต่คุณหนูเจิ้งเซียงขอรับ เหตุใดท่านจึงเรียกพบข้า ข…ข้าเป็นเพียงองครักษ์อวี้หลินผู้ต่ำต้อยเท่านั้น”
เจิ้งเซียงหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ท่านฉู่จำการประลองดาบเมื่อสามปีก่อนได้หรือไม่? ในตอนนั้นท่านเปล่งประกายเป็นอย่างมาก หลังจากเอาชนะทหารฝีมือดีไปกว่าสิบนายและเสียท่าพ่ายแพ้แก่เฟิงจี้สิงอย่างน่าเสียดาย เด็กสาวผู้นี้ได้อยู่บนเวทีและเป็นสักขีพยานต่อพรสวรรค์อันวิเศษของท่านฉู่ในครานั้น”
ฉู่ฮว่ายเสิงหน้าแดงเพราะความประหม่า “นั่นเป็นเพียงทักษะเล็กน้อยไม่สำคัญอันใด มันมิสามารถเปรียบเทียบกับทักษะการบรรเลงกู่ฉินของคุณหนูเจิ้งเซียงได้ขอรับ”
เจิ้งเซียงยิ้มอย่างอ่อนโยน “จากผู้มีทักษะยอดเยี่ยมทั้งหมดในเมืองหลวง ไม่มีผู้ใดเก่งเรื่องศิลปะการต่อสู้ไปกว่าเฟิงจี้สิงและฉินเหลย ทว่าพวกเขามิได้มีอารมณ์สุนทรีย์ ทว่าท่านฉู่เป็นคนมีพรสวรรค์ในทุกด้าน ดังนั้นข้าจึงเชิญท่านมาเพื่อช่วยชี้นำเด็กสาวผู้นี้ในการบร