รเลงกู่ฉิน!”
“มิบังอาจขอรับ”
ฉู่ฮว่ายเสิงประสานมืออย่างตกตะลึง “ทหารยศต่ำต้อยผู้นี้จะสามารถชี้นำคุณหนูได้เยี่ยงไร…ข้าอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาหลายปีก็จริง แต่สำหรับข้า…ฝีมือการบรรเลงกู่ฉินของคุณหนูเจิ้งเซียงนั้นหามีผู้ใดเทียบได้! ถ้ามี…ก็อาจเป็นบทเพลงหลันเยี่ยนขององค์หญิงอินคนเดียวเท่านั้น”
“ฮ่าๆ เสี่ยวอินหรือ…”
เจิ้งเซียงปิดปากหัวเราะทันใด “ไม่แปลกใจเลยหากเป็นนาง องค์หญิงเสี่ยวอินมีพระอัจฉริยภาพและชำนาญการบรรเลงกู่ฉิน ทักษะของพระองค์เหนือกว่าข้าทุกประการ จริงสิท่านฉู่…ข้าได้ยินมาว่าน้องสาวของท่านก็อยู่ในเมืองหลวงเช่นกันหรือ?”
“ใช่ขอรับ”
ฉู่ฮว่ายเสิงเอ่ยถาม “คุณหนู…เหตุใดท่านจึงเอ่ยถามถึงอาเหยาขอรับ?”
ดวงตาเจิ้งเซียงมืดมนลงเล็กน้อย “ท่านฉู่คงทราบดีว่าความขัดแย้งระหว่างตำหนักขุนนางเทวาและหน่วยองครักษ์รักษาพระองค์นับวันยิ่งบาดลึกลงเรื่อยๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่หัวใจของท่านพ่อและน้องชายของข้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองต่อกัน ข้าเชิญท่านมาครานี้ก็เพื่อต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น”
หัวใจฉู่ฮว่ายเสิงสั่นระรัวขณะที่เอ่ยถาม “ทหารใต้บังคับบัญชาผู้ต่ำต้อยผู้นี้อยากจะถามท่านว่า…ท่านคิดสิ่งใดอยู่หรือขอรับ?”
เจิ้งเซียงได้ถอนหายใจแผ่วเบา จากนั้นดวงตาคู่งามก็มองไปที่ฉู่ฮว่ายเสิงและกล่าวว่า “กล่าวตามสัตย์จริง หลังจากที่ข้าเห็นท่านที่การประลองเพลงดาบเมื่อสามปีก่อน ข้าก็มิอาจลืมเลือนท่านได้ลง…ท่านอาจ