ัน สองวัน เขาอาจจะยืนหยัดได้ แต่หากนานกว่านี้ เขาต้องตายอยู่ในเจดีย์ทงเทียนเป็นแน่เพคะ”
“ไม่ได้จริงๆ”
ฉินจิ้นส่ายพระพักตร์พลางถอนหายใจ “หากพ่อปล่อยหลินมู่อวี่ออกมาก่อน เจิ้งอี้ฝานและหลัวซิ่งต้องกดดันพ่ออย่างแน่นอน บางทีอาจทำให้พวกเขามีข้ออ้างในการก่อความวุ่นวายได้”
“เช่นนั้น…เช่นนั้นก็ได้เพคะ…ข้าไปเจดีย์ทงเทียนดูอาอวี่ได้หรือไม่เพคะ”
พระสุรเสียงของฉินจิ้นเปลี่ยนเป็นเข้มงวดในทันที “ไม่อนุญาตให้เจ้าไปเจดีย์ทงเทียน ที่นั่นคือสถานที่ต้องห้าม หลินมู่อวี่ตายที่นั่นได้ แต่เจ้าไม่ได้ เสี่ยวอินเจ้าอย่าลืมเด็ดขาดว่าเจ้าเป็นผู้สืบทอดราชวงศ์ ฐานะของเจ้าไม่เหมือนกัน”
พระเนตรของฉินอินแดงก่ำเต็มไปด้วยน้ำพระเนตร มองเสด็จพ่อของตน จากนั้นลุกขึ้นยืนแล้วคำนับตามแบบกุลสตรี ก่อนจะหมุนตัวจากไป เมื่อมาถึงหน้าประตูที่ห่างออกไปหลายเมตรนั้นจู่ๆ พระองค์ก็ทรงหยุดนิ่ง ตรัสด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบา “ท่านพ่อ หากหลินมู่อวี่ตายในเจดีย์ทงเทียน ลูกเกรงว่าคงไม่อาจให้อภัยท่านได้ตลอดกาล”
“แอ๊ด…”
ประตูเปิดออก ฉินอินเสด็จออกไป
ฉินจิ้นทอดพระเนตรไปทางนอกประตูที่ว่างเปล่าอย่างเลื่อนลอย สายลมหนาวพัดเข้ามาทำให้ทรงอดหนาวสั่นไม่ได้ อากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ ทรงพึมพำออกมาด้วยความรู้สึกไม่สบายพระทัย พระองค์ทรงมีพระธิดาที่ปราดเปรื่องสร้างความภูมิใจขนาดนี้ แต่ทรงอดที่จะกังวลแทนพระธิดาไม่ได้ ฉินอินมีน้ำพระทัยงดงาม เกรงว่าอาจจะไม่เหมาะที่จะเป