บเฟิงจี้สิงล้วนไต่เต้าขึ้นมาจากการเป็นองครักษ์พยัคฆ์ทั้งคู่”
หลินมู่อวี่อดที่จะยิ้มไม่ได้ ประสานหมัดคำนับ “อือ ข้าเข้าใจแล้ว!”
“เอาล่ะ” ฉินเหลยลงนั่งอีกครั้ง มองดูม้วนเอกสารบนโต๊ะทำงาน เขาเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าว “ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน ตอนเจ้าพาอาอวี่ไปรายงานตัวที่กองลาดตระเวน ก็ถือโอกาสช่วยเขาเบิกชุดเกราะองครักษ์อวี้หลินมาสักสามชุด”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ!” ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนทำความเคารพ ไม่ว่าเขากับฉินเหลยจะมีมิตรภาพที่ดีต่อกันเพียงใด แต่ในค่ายทหารยังจำเป็นต้องเคารพนบนอบ นี่ก็คือกฎระเบียบ
นายเสบียงนำชุดเกราะองครักษ์อวี้หลินมาส่งให้สามชุด ล้วนเป็นเครื่องแต่งกายขององครักษ์อวี้หลิน ทว่าหลินมู่อวี่ได้รับสิทธิพิเศษ สามารถใส่ชุดศึกของวิหารศักดิ์สิทธิ์ภายในพระราชวังได้
“มา ติดนี่ซะ”
ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนทำตัวเหมือนเป็นพี่ชาย ติดเหรียญตรายศทหารสองเหรียญไว้ที่ปกเสื้อให้หลินมู่อวี่ด้วยตัวเอง มันเป็นตรายศทหารสีเงินอันหนึ่ง เป็นรูปหัวเสือที่ดูองอาจ เป็นตัวแทนขององครักษ์พยัคฆ์ ที่ด้านหลังปักไว้ด้วยดาวสีเงินสามดวง นี่คือเหรียญตราหัวหน้ากองร้อยแห่งจักรวรรดิ ในนาทีนี้ถือว่าหลินมู่อวี่คือนายทหารระดับกลางของกองทัพแล้ว
“ไปกันเถอะ!”
ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนขึ้นบนหลังม้า และมองหลินมู่อวี่อย่างแฝงด้วยความหมายลึกซึ้ง “แต่อาอวี่ เจ้าต้องระวังตัวไว้ด้วย หัวหน้ากองลาดตระเวนคือใต้เท้าปี้ฝาน ตอนที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนอยู่นั้นต้องระวั