งให้มาก อย่าได้ไปยั่วยุใต้เท้าปี้ฝานเด็ดขาด มิเช่นนั้นเขาไม่ปล่อยเจ้าแน่…”
“หา?”
หลินมู่อวี่ชะงักไป ออกมาจากหนทางอันมืดมิดได้นับว่ามิใช่เรื่องง่าย ยังหลงคิดไปว่าเข้ามาในตำหนักเจ๋อเทียนแล้วคงจะหมดเรื่อง คิดไม่ถึงว่ามาถึงที่นี่ยังคงต้องทำประจบประแจงอีก
ห่างไปไม่ไกลนัก องครักษ์อวี้หลินที่สวมชุดขาวกลุ่มหนึ่งควบม้าเข้ามาด้วยความเร็ว เมื่อเข้ามาใกล้แล้วก็ทยอยลงจากหลังม้า ยืนเรียงแถวทำความเคารพหลินมู่อวี่ ผู้ที่เป็นหัวหน้าพร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าน้อยเว่ยโฉว นำพี่น้ององครักษ์อวี้หลินเก้านายมารายงานตัว ใต้เท้าหลินมู่อวี่ นับจากวันนี้ไปท่านคือผู้บัญชาการโดยตรงของพวกข้า พวกข้าจะติดตามท่านไปรายงานตัวที่กองลาดตระเวนขอรับ”
“เว่ยโฉว?” หลินมู่อวี่แอบปีติยินดีมิได้ เว่ยโฉวผู้นี้ดูท่าทางซื่อสัตย์สุจริต บุคลิกองอาจผึ่งผาย มีผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นนี้นับว่าสวรรค์เมตตา เขาพยักหน้า “ได้ พวกเราออกเดินทางเลยเถอะ!”
“ขอรับ!”
ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนไม่ได้ไปส่งไกลนัก วันนี้เขาต้องเข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนภายในพระราชวัง ดังนั้นพวกหลินมู่อวี่จึงต้องไปกองลาดตระเวนกันเอง
เสียงฝีเท้าม้าดังก้องกังวานอยู่ภายในเขตพระราชฐาน ที่ชั้นนอกสุดของพระตำหนักเจ๋อเทียน กลุ่มสิ่งปลูกสร้างที่ดูออกจะโบราณสักหน่อยตระหง่านอยู่ ดูน่าเกรงขามเป็นพิเศษ แผ่นป้ายที่แขวนไว้เหนือประตูเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า — กองลาดตระเวน
หลินมู่อวี่ในมือถือจดหมาย