ึกของวิหารศักดิ์สิทธิ์ เป็นทหารคนหนึ่งของจักรวรรดินะท่าน!”
ชางไป๋เฮ่อหัวเราะอย่างเย็นชา “ท่านเสินโหวมีฐานะเป็นถึงราชครู เมื่อครั้งสงครามเหลียวเป่ยได้สร้างผลงานมากมาย หากไม่ใช่เพราะความปรีชาของเสินโหว จะมีตระกูลฉินอย่างทุกวันนี้ไหม วันนี้บ้านเมืองสงบสุข แต่ครูฝึกเล็กๆ ของวิหารศักดิ์สิทธิ์กลับกล้าล่วงเกินจวนเสินโหว เห็นว่าจวนเสินโหวไร้ผู้คนอย่างนั้นหรือ เสินโหวมีบุญคุณกับข้าล้นพ้น เป็นศัตรูกับจวนเสินโหวก็เท่ากับเป็นศัตรูข้า ชางไป๋เฮ่อ!”
ฉินอินอึ้งตะลึง ในพระทัยคาดเดาไปได้มากกว่าครึ่งแล้ว จึงกระโดดขึ้นไปยืนบนกระดูกมังกร เคียงบ่าเคียงไหล่กับหลินมู่อวี่ ลมหนาวพัดโชยมา เสื้อคลุมตระกูลฉินด้านหลังนางสะบัดปลิวเบาๆ ก่อนตรัสขึ้น “เช่นนั้นผู้อาวุโสมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใดหรือ”
“ฮ่าๆๆ…”
ชางไป๋เฮ่อเงยหน้าหัวเราะ “ผู้ที่ล่วงเกินจวนเสินโหวมีอยู่สองคน ผู้หนึ่งคือจางเหว่ย อีกผู้หนึ่งคือนักโทษอุกฉกรรจ์ของจักรวรรดิหลินมู่อวี่ที่เปลื่ยนชื่อเป็นหลินจื้อ วันนี้ข้าต้องการแสดงความจงรักภักดีต่อจักรวรรดิ สังหารนักโทษผู้นี้ นำศีรษะของมันกลับเมืองหลันเยี่ยน! ฝ่าบาทโปรดหลีกทาง อย่าได้ขวางข้าสังหารเจ้าเด็กชั่วร้ายนี่เลย”
ทันใดนั้นฉินอินกลับกางพระพาหาออก พระพักตร์ที่งดงามหมดจดปรากฏความเด็ดเดี่ยวแล้วตรัสขึ้น “ผู้อาวุโส อาอวี่สังหารคนที่เมืองหยินซานนั้นเป็นเพราะถูกปรักปรำ ข้ากราบทูลขออภัยโทษกับเสด็จพ่อให้เขาแล้ว ผู