นึกถึงถังเสี่ยวซี เสี่ยวซีที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาเพื่อตัวเขาแล้วนางไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ
นึกถึงฉินอิน องค์หญิงผู้งดงามที่เชื่อและไว้วางใจในตัวเขา
นึกถึงสหายอย่างเฟิงจี้สิง ฉินเหลย และฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน
ดูเหมือนจะไม่ทันได้รู้ตัว เขาก็พบเหตุผลที่จะต่อสู้ฟันฝ่าต่อไปในโลกแห่งนี้ได้แล้ว
……
ยามรุ่งอรุณมาถึง แสงสีทองตกลงใบหน้าของหลินมู่อวี่ เขาไม่รู้ว่าเผลอหลับไปเมื่อไร ในมือเขายังจับกระบี่เหลียวหยวนไว้ ศีรษะหันไปด้านข้างเล็กน้อย รักษาท่าเตรียมป้องกันเอาไว้ แต่สุดท้ายก็หลับจนได้
ฉินอินถือกระบี่งามอย่างระมัดระวัง คุกเข่าลงข้างหลินมู่อวี่ เอียงพระพักตร์มองใบหน้ายามนิทราของเขา ท่าทางสนอกสนใจ แต่กลับทำใจปลุกเขาตื่นไม่ได้ นางรู้ว่าเมื่อคืนหลินมู่อวี่คงหลับไปได้ไม่นานมาก หลังจากฟ้าสว่างแล้วเขาถึงหลับ แม้แต่ฉินเหลยยังกรนออกมา แต่เขากลับไม่มีเสียงกรน คงเฝ้าระวังอยู่ตลอดทั้งคืน
ช่วงเช้าของปลายฤดูใบไม้ร่วงนั้นเย็นมาก ถังเสี่ยวซีกระชับเสื้อคลุมแน่น เงยหน้ายิ้ม
ฉินอินกลับทำพระหัตถ์ให้ลดเสียงลง แล้วตรัสเบาๆ “เงียบๆ หน่อย ให้เขานอนอีกสักครู่เถอะ!”
“อือ”
ถังเสี่ยวซียิ้มน้อยๆ เปิดย่ามแล้วค้นหาเนื้อสุกออกมา จากนั้นเรียกวิญญาณยุทธ์จิ้งจอกอัคคีมาจุดกองไฟอย่างระมัดระวัง ในระหว่างที่น้ำในหม้อเดือด ก็นำเนื้อสุกที่หั่นไว้โยนลงไป อยู่ในป่าไม่มีของกินดีๆ แค่น้ำแกงเนื้อร้อนๆ หนึ่งหม้อก็มีความสุขแล้ว
กลิ่นหอมของเนื้อ