ชายกระโปรงให้ลอยขึ้นเล็กน้อย ค่อยๆ เดินออกไปนอกถ้ำ นางเห็นหลินมู่อวี่ถือกระบี่เหลียวหยวนกำลังตรวจตราพื้นที่ด้านนอกอย่างเงียบๆ ท่าทางขมวดคิ้วนิ่วหน้า เสื้อคลุมสีขาวที่ด้านหลังสะบัดพลิ้วเบาๆ ไปตามแรงลม ดูหล่อเหลาเป็นอย่างยิ่ง ฉับพลันนั้น ใจของฉินอินก็เต้นแรง และดูเหมือนมันจะเต้นเร็วถี่กระชั้นขึ้น ถึงแม้เฟิงจี้สิง ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน และคนอื่นๆ จะเป็นบุรุษรูปงามหล่อเหลา แต่หลินมู่อวี่ที่อยู่ตรงหน้าดูพิเศษกว่าพวกเขามากนัก
“อาาา…ข้าคิดอะไรอยู่เนี่ย” ฉินอินกระทืบพระบาท ทรงกริ้วและเขินอาย องค์หญิงผู้นี้มีความหยิ่งทะนงอยู่พอตัว
หลินมู่อวี่เงยหน้าขึ้น เห็นฉินอินยืนหน้าแดงอยู่ใต้ภูเขาหิน อดที่จะหัวเราะไม่ได้ “องค์หญิง ทรงเป็นอะไรไปพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินอินตะลึง พระพักตร์ยิ่งแดงขึ้นไปอีก “อา ไม่…ไม่ได้เป็นอะไร อาอวี่ เจ้าเดินตรวจตราอยู่ด้านนอกตั้งนาน กำลังดูอะไรอยู่หรือ”
“อ้อ กระหม่อมกำลังสงสัยว่าแถวนี้จะมีสัตว์วิญญาณที่มีอายุมากอยู่ตัวหนึ่ง แถมยังเป็นหมวดอัคคีด้วย”
“ทำไมถึงคิดแบบนี้ล่ะ”
“ตอนนั้นที่กระหม่อม ผู้อาวุโสชวีและเสี่ยวซีเข้าไปฝึกยุทธ์ในป่าสัตตะดารา ก็เคยเจอพื้นที่ลักษณะนี้มาก่อน ต้นไม้แห้งตาย เหี่ยวเฉาไปหมด นี่แสดงให้เห็นว่าโดยรอบนี้มีสัตว์วิญญาณหมวดอัคคีได้อาศัยอยู่ และอายุของมันก็มิใช่น้อย”
“หา?” ฉินอินตะลึง “เช่นนั้นเหตุใดหมีวิญญาณที่พวกเราสังหารไปเมื่อครู่ถึงยังอาศัยอยู่ที่นี่ได้ ตามหลักแล้