หงด้วยกันเถอะ!”
“ตกลง!”
……
ทั้งสองคนจูงม้าตรงไปยังที่พักของเหลยหง หลังจากเคาะประตูอยู่หลายที เหลยหงก็ลอยออก มุมปากมีรอยยิ้มบางๆ “อาอวี่ จางเหว่ย พวกเจ้าสองคน… เฮ้อ…เรื่องที่ไม่ควรเกี่ยวข้องก็ไม่ควรจะไปยุ่ง บนโลกนี้มีความอยุติธรรมมากมาย พวกเจ้าจัดการได้ทั้งหมดหรือ”
ชัดเจนว่า เหลยหงเข้าใจเรื่องของถั่วงอกน้อยอย่างแจ่มแจ้ง เขาเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ดียิ่งกว่าใคร
หลินมู่อวี่ประสานหมัดคารวะ “ท่านปู่เหลยหง วิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นวิหารของผู้ฝึกยุทธ์แห่งจักรวรรดิ หากแม้แต่วิหารศักดิ์สิทธิ์ยังให้อภัยคนคลุ้มคลั่งสังหารผู้บริสุทธิ์แบบนั้นได้ วิหารศักดิ์สิทธิ์ยังเป็นสถานที่อะไร ยังเป็นจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์แห่งจักรวรรดิหรือไม่ พวกเราฝึกยุทธ์ ไม่ใช่เพื่อต่อสู้ปกป้องจักรวรรดิและคนอ่อนแอเหล่านั้นหรือ”
เหลยหงตะลึง และเอ่ยขึ้น “อาอวี่ คำพูดพวกนี้…ไม่มีใครกล้าพูดกับข้ามาก่อน”
ดวงตาของหลินมู่อวี่ไม่ยอมแพ้ “ท่านปู่เหลยหง ท่านเป็นผู้ดูแลอาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ภาระนี้ อย่างไรเสียท่านก็ต้องแบกรับไว้ ไม่อยากแบกก็ต้องแบกขอรับ มิเช่นนั้นท่านก็ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ดูแลอาวุโส!”
“เจ้า…”
เหลยหงถลึงตา ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงส่ายหน้าอย่างจนใจ “เจ้าเด็กโง่คนนี้ ข้าไม่รู้จะจัดการกับเจ้ายังไง ทำไมเจ้าชวีฉู่ถึงได้รับลูกศิษย์ที่ดื้อรั้นแบบเจ้ามาได้ ช่างเถอะๆ ข้ายังต้องไว้หน้าเจ้าชวีฉู่อยู่บ้าง พวกเจ้าไปนำม้ามาเถอ