นมาได้ทำให้บรรพชนถิงโยวสามารถรวบรวมมันได้ครบถ้วนแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าของลวี่หยางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นประหลาดขึ้นมา
“แก่นแท้แห่งมวลบุปผา… บรรพชนช่างอึดทนเสียจริง”
อย่าดูว่าครั้งนั้นลวี่หยางได้แก่นแท้แห่งมวลบุปผามาโดยไม่เสียแรงแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะเขามีข้อได้เปรียบพิเศษ อาศัยเพียงพรสวรรค์จึงสามารถทนผ่านมหาค่ายกลเทพธิดาได้
ทว่าหนทางที่เขาผ่านนั้นเป็นวิธีเฉพาะตัว หาใช่วิธีของคนทั่วไปไม่ วิธีที่ถูกต้องควรเป็นการหาช่องโหว่ของค่ายกลท่ามกลางการพันตวัดของมหาค่ายกลเทพธิดา แล้วจึงใช้การควบคุมเพื่อทำลายกลได้ เมื่อเทียบกันแล้ว วิธีของลวี่หยางแทบจะไม่มีการควบคุมใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงตัวเลขพลังล้วน ๆ
ในขณะนั้นเอง บรรพชนถิงโยวก็ลืมตาขึ้น เอ่ยเสียงแผ่วว่า
“…ถึงเวลาแล้วหรือ?”
ตั้งแต่กว่าเดือนก่อน เขาก็ฝึกสำเร็จวิชาเทพทั้งสี่ของสวรรค์แห่งความมิมีแล้ว เพียงเพราะลวี่หยางยังมิได้ทะลวง จึงเลือกที่จะรอคอย
บัดนี้ลวี่หยางทะลวงแล้ว สรรพสิ่ง…พร้อมสรรพ
ชั่วขณะถัดมา ลวี่หยางประสานมือคารวะหนึ่งที “ต้องรบกวนบรรพชนแล้ว”
“ไม่ ต้องเป็นข้าที่ควรขอบคุณเจ้า”
บรรพชนถิงโยวส่ายศีรษะ แม้ความจริงเมื่อพิสูจน์สวรรค์แห่งความมิมีแล้ว เขาจะกลายเป็นศัตรูของเจินจวินทั่วหล้า ก่อภัยยืนนาน แต่แล้วอย่างไรเล่า?
ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเจินจวิน!
สถานที่บัดซบแห่งนี้ผ่านมาหลายปีแล้วที่ไม่อุบัติเจินจวินแม้เพียงหนึ่งตำแหน่งเจินจวินก็เพียง