แล้วผ่านการฝึกจนแข็งแกร่งก็มีให้เห็นอยู่มาก” หลินมู่อวี่แบบมือ วิญญาณยุทธ์น้ำเต้าสีส้มก็พลิ้วไหวอยู่กลางฝ่ามือ ยิ้มพูด “ดูน้ำเต้าเขียวของข้าสิ วิญญาณยุทธ์ระดับสิบ มิใช่เพราะถูกข้าฝึกเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้หรอกหรือ”แน่นอนว่าฉินจื่อหลิงรู้สึกได้ถึงพละกำลังอันแข็งแกร่งของวิญญาณยุทธ์น้ำเต้า ทำเอาเขาตะลึงจนพูดไม่ออกเวลาเที่ยง หลินมู่อวี่พยุงฉินจื่อหลิงลุกขึ้นจากเตียง ไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน ผลคือเพิ่งจะเดินเข้าไป ฉินจื่อหลิงก็มีอาการหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนนกน้อยที่หวาดกลัว เขาพูดขึ้น“หลินจื้อ ห้องโถงด้านขวาของโรงอาหารเป็นที่กินข้าวของพวกอาจารย์ พวกเราผู้ช่วยฝึกจะต้องไปยืนกินข้าวตรงกำแพงเตี้ยๆ ทางด้านซ้ายนู่น”หลินมู่อวี่ไม่ได้พูดอะไร ในใจคิดว่ากฎของวิหารแห่งนี้ช่างมากมายเสียจริง อีกอย่างระบบลำดับขั้นก็เข้มงวดเกินไป แต่เช่นนี้ก็มีข้อดี คือยิ่งทำให้ผู้คนพยายามก้าวหน้าคนเข้ามากินข้าวเริ่มทยอยกันมามากขึ้น มีทั้งผู้ช่วยฝึกและครูฝึก ครูฝึกทุกคนมักจะทำตัวเชิดหยิ่ง โดยเฉพาะครูฝึกระดับดาวสีทองกับครูฝึกระดับดาวสีเงินพวกนั้น แทบจะเอาเหรียญตราไปแปะบนหน้าผู้อื่นให้รู้แล้วรู้รอด“อ้าว คุณชายกระสอบทราย วันนี้ดูเหมือนจะหายบวมแล้วนี่” ไม่ไกลนัก อาจารย์ระดับดาวสีเงินผู้หนึ่ง พูดเยาะเย้ยฉินจื่อหลิงฉินจื่อหลิงมีท่าทีกระอักกระอ่วน กินอาหารไม่พูดไม่จา อาหารกลางวันของผู้ช่วยฝึกคืออาหารระดับสาม นอกจากแผ่นแป้งหนึ่งแ