ผ่นใหญ่แล้ว ยังมีน้ำแกงเนื้ออีกชาม แม้ชื่อของมันจะคือน้ำแกงเนื้อ แต่ความเป็นจริงมีเพียงน้ำมันลอยอยู่ที่ผิวนิดหน่อยแค่นั้น ส่วนที่เหลือคือพวกต้นผักกาดขาว หลินมู่อวี่ก้มหน้าก้มตากิน อย่างไรเสียให้อิ่มท้องเป็นใช้ได้ เขาไม่ใช่คนเลือกกินอะไรขนาดนั้นในทางกลับกัน เป็นฝ่ายของอาจารย์ระดับดาวสีเงินผู้นั้นที่ยังคงเยาะเย้ยไม่หยุด “คุณชายกระสอบทราย ได้ยินว่าเจ้าสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ของจักรวรรดิ ทำไมเจ้าถึงไม่ปลุกวิญญาณยุทธ์โซ่เทวะล่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ รีบปล่อยดอกหางสุนัขของเจ้าออกมาสิ ให้ทุกคนได้สนุกกันเสียหน่อย!”ผู้คนโดยรอบหัวเราะเฮฮากันวงใหญ่ ฉินจื่อหลิงถูกเยาะเย้ยจนหน้าแดงก่ำ เขาใช้ตะเกียบจิ้มแผ่นแป้งที่เปื่อยละลายแล้วในชามน้ำแกงในที่สุดหลินมู่อวี่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับครูฝึกระดับดาวสีเงินผู้นี้ว่า “เขาเป็นคนที่ทำงานในวิหาร ไม่แตกต่างอะไรกับท่าน อย่าดูถูกกันแบบนี้เลย เพราะมันเท่ากับเป็นการดูถูกตัวท่านเอง”ครูฝึกผู้นี้เดือดดาลขึ้นมาทันที หันไปมอง “เจ้าเด็กนี่เป็นใคร เป็นแค่ผู้ช่วยฝึกกระจอกๆ ที่นี่ใช่ที่ที่เจ้าจะสอดปากได้หรือ”ขณะที่พูด จู่ๆ เขาก็งอตัวเล็กน้อยแล้ว และพุ่งเข้ามา บนไหล่มีวิญญาณยุทธ์หมีตัวหนึ่งโผล่ลอยอยู่ด้วย นี่คือผู้ฝึกยุทธ์สายพละกำลัง มิน่าถึงได้ป่าเถื่อนรุนแรงขนาดนี้ ด้วยกระบวนท่านี้ไม่รู้ว่ามีคนเท่าไรที่เสียเปรียบ“ระวังตัวด้วยหลินจื้อ!” ฉินจื่อหลิงพูดอย่างหวาดก