ได้”ฉินอินกวาดดวงตาคู่งามไปยังใบหน้าของเขา ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น “ข้าไม่เชื่อเจ้า เช่นนี้ก็แล้วกัน พวกเราแบ่งทหารออกเป็นสองทาง เจ้าไปทางเหนือ ข้าไปทางใต้ ดูว่าใครจะจับตัวมังกรกลดได้ก่อนกัน!”เฟิงจี้สิงไม่กล้าสบตากับองค์หญิงที่งดงามแห่งจักรวรรดิผู้นี้อีก เขารีบตวัดดาบยาวขึ้น ทำความเคารพตามแบบฉบับทหารจักรวรรดิอย่างสง่างาม “พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง! กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา!”ขวากหนามหนาทึบขวางเส้นทางที่จะไป ท้องฟ้าอ่อนแสงลง ใกล้จะค่ำเต็มที หลินมู่อวี่ค่อนข้างรีบร้อน ถือกระบี่เหลียวหยวนฟันหนามเปิดทาง พลันหันมาพูดว่า “พี่ฉู่เหยา เราต้องไปให้พ้นจากตรงนี้ก่อนฟ้ามืด แล้วหาที่พัก ถ้าอิงตามสัญลักษณ์ในแผนที่ บางทีคืนนี้พวกเราอาจจะเดินทางถึงเมืองหลันเยี่ยนก็ได้!”ฉู่เหยานั่งโงนเงนอยู่บนหลังม้าฝีเท้าดี ลมปราณเคลื่อนไปทั่วร่าง นางค่อยๆ เปิดตาคู่งามขึ้นมา ยิ้มพูด “อาอวี่ไม่ต้องใจร้อน หากไม่จำเป็นจริงๆ พวกเราก็ไม่ต้องเข้าเมืองหลวงหรอก บางทีที่ประตูเมืองอาจมีประกาศจับพวกเราติดอยู่ก็เป็นได้!”หลินมู่อวี่คลำหนวดที่คาง พลางหัวเราะ “ไม่หรอก หลายวันมานี้ข้าไม่ได้โกนหนวด เกรงว่าหน้าตาข้าคงจะต่างกับภาพวาดในประกาศจับนั่นเป็นคนละคนไปแล้ว ส่วนท่านก็ตัดผมสั้น ข้าว่าถึงพวกเราจะเข้าเมืองไป ก็คงจะมีใครจำเราได้ แต่ถึงจะจำได้ พวกเราไม่ยอมรับก็สิ้นเรื่อง”ฉู่เหยาอดยิ้มไม่ได้ “อาอวี่ เจ้านี่กล้าขึ้นใหญ่แล้วนะ!”หลินมู่