เป็นความเพลินเพลินอย่างหนึ่งของฉู่เหยาไปเสียแล้ว
“ปุดๆ…ปุดๆ”
กลิ่นน้ำแกงเนื้อฟุ้งกระจาย ฉู่เหยายิ้มหน้าระรื่น “อาอวี่ กินข้าวได้แล้ว!”
“อือ”
หลินมู่อวี่ยิ้มน้อยๆ แล้วหยุดฝึกเพลงกระบี่ แต่ทว่าในตอนนี้เอง จู่ๆ ฌาณสัมผัสของเขารับรู้ถึงการเคลื่อนไหว รู้สึกถึงพลังที่แข็งแกร่งอย่างที่สุดสองสายที่เข้ามาใกล้
เขาทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ปิดปากเล็กๆ ของฉู่เหยาเอาไว้ “มีคนมา!”
ขณะที่พูด ก็คว้าเอวของนางมาโอบไว้โดยไม่อธิบาย แล้วก็กระโดดขึ้นลงอยู่สองสามครั้ง จนมาหยุดลงในพุ่มไม้ที่ห่างออกไปไม่ไกล พวกเขาหลบอยู่ในพุ่มไม้มองเหตุการณ์ที่อยู่ไกลออกไป ขณะเดียวกันก็กดเสียงพูดให้ต่ำ “ลดลมหายใจกับพลังของตัวเองลง อย่าโคจรปราณ กลั้นหายใจไว้จะดีที่สุด พยายามอย่าปล่อยกลิ่นอายของพลังออกมา…”
ฉู่เหยาทำตามที่บอก นางเป็นคนละเอียดอ่อน ทำตามสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่เรื่องยาก
หลินมู่อวี่ก็กลั้นหายใจเช่นกัน ลดพลังของตัวเองให้อยู่ในระดับที่ต่ำสุด ให้เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป เช่นนี้ผู้อื่นก็ยากที่จะรับรู้ถึงการมีตัวตนของเขา
จากนั้นไม่กี่นาที เงาร่างของคนสองคนก็บินโฉบลงมาจากบนเทือกเขา ด้วยระดับความเร็วที่น่าอัศจรรย์ ฝีมือของคนทั้งสองไม่เลวทีเดียว ฝีเท้าเร็วมากราวกับขี่ม้า อีกอย่าง หน้าตาของทั้งคู่ก็เหมือนกันราวกับแกะ เพียงแต่อาวุธไม่เหมือน คนหนึ่งถือธนูยาว อีกคนถือหอกงู (หอกที่ใบมีดมีลักษณะคดหยักคล้ายลำตัวของงู) ใบหน้าเต็มไปด้วยค