ั๋วเฟิงมาได้ไม่ไกล ม้าของฉู่เหยาก็วิ่งต่อไปไม่ไหว นี่มันม้าป่วยชัดๆ หลินมู่อวี่เองก็คาดเดาเจตนาชั่วร้ายของเหลยเชียนไห่เอาไว้อยู่แล้ว ขอเพียงฉู่เหยาไปต่อไม่ได้ เขาเองก็ไปต่อไม่ได้เช่นกัน แต่หากสองคนขึ้นม้าตัวเดียวกัน เช่นนั้นก็หนีไม่พ้นพวกมันแน่สายตาของหลินมู่อวี่มองไปยังกลุ่มทหารรับจ้างทีละคนๆ ในกลุ่มนี้คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือสิงหลานที่อยู่ในขั้นปรมาจารย์สงคราม ระดับสี่สิบหก มีสองสามคนอยู่ขั้นบรรพชนสงคราม ระดับสามสิบกว่า ที่เหลือส่วนใหญ่คือขั้นวิญญาณสงครามหรือไม่ก็ขั้นแม่ทัพ ซึ่งมิได้น่ากลัวเท่าใดนัก แต่ที่ทำให้หลินมู่อวี่แอบครั่นคร้ามอยู่ก็คือ คันธนูที่แขวนอยู่ด้านข้างตัวม้าของทุกคน ทำให้เขาต้องล้มเลิกความคิดที่จะหนีไปอย่างสิ้นเชิง ต้องสังหารคนกลุ่มนี้เท่านั้น มิเช่นนั้นคงต้องทิ้งฉู่เหยา กระบี่เหลียวหยวนและชีวิตของตัวเองเอาไว้ที่นี่แล้ว“จอมยุทธ์หลิน ไม่ทราบว่าตำราเทพโอสถบันทึกสูตรยาโบราณอันใดไว้หรือ” จู่ๆ สิงหลานก็ถามขึ้น“ข้าไม่รู้ ตำราของท่านอาจารย์ ข้าไม่เคยอ่าน”“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”สิงหลานมองไกลออกไป แล้วเอ่ย “บนแนวสันเขาที่อยู่เบื้องหน้าเป็นถิ่นของหมาป่าวายุ หมาป่าวายุเหล่านี้จะออกอาละวาดในยามค่ำคืน ข้าว่าพวกเราน่าจะพักแรมกันที่ด้านล่างนี่สักคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทาง ท่านเห็นว่าอย่างไร”“ด้านล่างสันเขา?”หลินมู่อวี่ขมวดคิ้วแล้วเอ่ย “ไม่จำเป็น พวกเราอาศัยความมืดข้ามแนว