อกันแค่แป๊ปเดียวจะโตขนาดนี้แล้ว ครั้งสุดท้ายที่ข้ามาเมืองหยินซาน เจ้ายังเป็นทารกอยู่เลย!”ฉู่เหยายิ้มบางๆ “ผู้อาวุโสชวีกับท่านปู่รู้จักกันมายี่สิบปี แน่นอนว่าตอนนั้นข้ายังต้องเป็นเด็ก”ชวีฉู่หัวเราะลั่น แล้วจึงเอ่ยถาม “พี่ฉู่เฟิง หลายปีมานี้ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ดูเหมือนท่านยังอยู่ที่ระดับปรมาจารย์โอสถอยู่ ใช้ชีวิตยากแค้นไม่เปลี่ยน เจ้าต้องลำบากแท้ๆ ”ฉู่เฟิงหัวเราะแห้งๆ “เฮ้อ คนแก่อย่างข้ารู้จักแต่เก็บสมุนไพรบนภูเขา รองน้ำค้างตอนรุ่งสาง ร่างกายข้าอ่อนแอ สมุนไพรระดับสูงหลายชนิดไปเก็บเองไม่ไหว แล้วก็ไม่มีเงินซื้ออีกด้วย เลยต้องอยู่ที่เดิมแบบนี้มาตลอด”“วันนี้ลูกศิษย์ของเจ้าที่ชื่อหลินมู่อวี่ เขาเป็นคนปรุงโอสถเกรดหนึ่งขวดนั้นจริงๆ รึ”“ใช่แล้ว อาอวี่เป็นเด็กมีพรสวรรค์ แต่น่าเสียดายที่…”“เสียดายอะไรรึ” ชวีฉู่ถามด้วยความประหลาดใจฉู่เฟิงพูดต่อ “น่าเสียดายถึงเขาจะมีพรสวรรค์ แต่มีร่างกายที่ปราณพิการชีพจรปราณของเขาตัน จึงไม่อาจโคจรพลังปราณได้ ท่านอาจารย์ที่วิหารศักดิ์สิทธิ์จึงบอกว่าเขาไร้ทางฝึกยุทธ์”“งั้นหรอกหรือ” ชวีฉู่มองกลุ่มลูกศิษย์ที่เด็ดสมุนไหรอยู่ด้านนอกแล้วอดยิ้มไม่ได้ “ข้าว่าไม่นะ”ทันใดนั้น ฉู่เฟิงก็ลุกขึ้นแล้วโค้งคำนับชวีฉู่
“ท่านปู่ ป้ายอาญาสิทธิ์คืออะไรเหรอ” หลินมู่อวี่ถาม
ฉู่เฟิงพูดด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ “ป้ายอาญาสิทธิ์เป็นสมบัติล้ำค่า สมาพันธ์โอสถแห่งจักรวรรดิมีการมอบป้ายอาญาสิทธิ์ไปแล