เพื่อเป็นผู้ฝึกยุทธ์”
หลินมู่อวี่รู้สึกเหมือนตกลงสู่ก้นเหว ตนเองดันลมปราณ “พิการ” สวรรค์มิล้อเขาเล่นเกินไปหน่อยหรือ
“อาอวี่ปู่ขอโทษ…”
ระหว่างทางกลับ ฉู่เฟิงปลอบใจหลินมู่อวี่ไปตลอดทาง แต่หลินมู่อวี่กลับพูดขึ้นว่า “ท่านปู่ ข้าไม่เป็นไร ถึงจะฝึกยุทธ์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยข้าก็ปรุงโอสถได้ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ”
ในวิหารศักดิ์สิทธิ์ ชายในชุดเกราะหนังสีแดงเพลิงมองไปนอกหน้าต่าง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ เขาถอดถุงมือวางบนโต๊ะ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ อยู่คนเดียว “พิการงั้นหรือ…หลายพันปีแล้วกระมังที่ไม่มีพวกประหลาดแบบนี้โผล่ออกมา พิการ..ฮ่าๆ ๆ…”
ข้างชายคนนั้นมีทหารคนหนึ่งที่กำลังยืนรอพร้อมกับเครื่องแต่งกายชุดใหม่ในมือ “ท่านแม่ทัพนิ่ง งานประลองตำรับโอสถจะเริ่มแล้วขอรับ เชิญท่านเปลี่ยนอาภรณ์ ท่านเจ้าเมืองรอท่านอยู่ที่จวนเจ้าเมืองแล้ว อีกสักครู่ต้องไปต้อนรับผู้แทนพิเศษ”
“ตกลง!”
งานประลองตำรับโอสถจัดว่าเป็นงานใหญ่ของเมืองหยินซาน งานปีนี้ถึงกับได้รับความสนใจจากเมืองหลวง จักรพรรดิส่งผู้แทนมาที่เมืองด้วยตัวเอง เห็นได้ชัดว่าจักรวรรดิให้ความสำคัญกับการประลองนี้มาก
เหล่าศิษย์ของร้านโอสถไป่หลิงต่างตื่นเต้นยินดี พวกเขาเตรียมโอสถไว้สำหรับเข้าแข่งขันทั้งหมดสี่ชนิด หนึ่งในนั้นคือโอสถพลังเทวะที่ฉู่เฟิงเป็นผู้ปรุง โอสถผิวศิลาของหลินมู่อวี่ โอสถของฉู่เหยาและหวังหยิ่ง ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือโอสถพลังเทวะของฉู่เฟิง เน