ร้อมกัน
ลวี่หยางได้พบปะกับทุกคนในจวนของกรมพระนครบาลซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ
นอกจากอสูรบำเพ็ญเพียรของสมาคมร่วมใจแล้ว ยังมีผู้บำเพ็ญมนุษย์อีกไม่น้อย ล้วนเป็นพวกที่ลวี่หยางเลือกเฟ้นจากชั้นล่างของแต่ละกรมในราชสำนักแล้วโยกย้ายเข้ามาสังกัดกรมพระนครบาล
ทว่าทันทีที่ผู้บำเพ็ญมนุษย์และอสูรบำเพ็ญเหล่านี้ยืนอยู่ด้วยกัน ลวี่หยางก็สัมผัสได้ถึงความร้าวลึกระหว่างทั้งสองฝั่งโดยพลัน ผู้บำเพ็ญมนุษย์เหยียดหยามอสูรบำเพ็ญ อสูรบำเพ็ญเองก็แม้จะเต็มไปด้วยขุ่นเคืองในใจ แต่ก็ดูถูกตนเอง ทั้งสองฝ่ายจึงแยกตัวจับกลุ่มกันอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในตำหนักอย่างชัดแจ้ง
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น
พูดตามตรง เขาเป็นคนที่เชิดชูความเสมอภาค ยึดถือความเท่าเทียมกับทุกผู้คน ไม่ว่าจะมนุษย์หรืออสูรบำเพ็ญก็ล้วนไม่สำคัญ สำคัญแต่เพียงว่าใช้งานได้หรือไม่
ผู้ใดใช้ได้ ผู้นั้นคือคนของเขา
ผู้ใดใช้ไม่ได้ ผู้นั้นคือศัตรู
เขาก้าวขึ้นหน้าเวที
ลวี่หยางกระแอมเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “สหายนักพรตทุกท่าน พวกเราวันนี้ที่รวมตัวกัน ล้วนเพื่อที่จะภักดีต่อฝ่าบาท ออกแรงเพื่อราชสำนักเต๋า”
“ก่อนอื่น, ให้พวกเราคารวะฝ่าบาท”
ทันทีที่วาจาของลวี่หยางสิ้นสุด เขาก็เป็นฝ่ายก้มคำนับไปยังทิศตำหนักหลวงนำเป็นตัวอย่าง
“คารวะฝ่าบาท!”
เบื้องล่างเหล่าขุนนางแห่งราชสำนักเต๋าก็เอาอย่างตามกัน มือปรบสนั่นหวั่นไหว เสียงถวายพระพรดังกึกก้องราวคลื่นภ